ข้อมูลการท่องเที่ยว ประเทศอิตาลี โทร 02 887 8802
ReadyPlanet.com
dot

dot


เพิ่มเพื่อน


ข้อมูลการท่องเที่ยว ประเทศอิตาลี

 

ประเทศอิตาลี

 

การเตรียมตัวก่อนการเดินทาง

เตรียมตัวไปอิตาลี ข้อมูลก่อนเดินทาง

การเปิดบัญชีธนาคารในอิตาลี

ผู้ที่เดินทางไปศึกษาต่อยังประเทศอิตาลีควรเปิดบัญชีที่อิตาลีไว้ด้วย เพื่อจะได้ไม่ต้องเก็บเงินไว้กับตัวเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังสะดวกกับการให้ผู้ปกครองโอนเงินมายังบัญชีธนาคารได้เลย เวลาทำการธนาคาร วันจันทร์ ศุกร์ 08.30 – 13.30 น. และ 14.30 – 16.00น. ตู้เอทีเอ็มในอิตาลีเรียกว่า Bancomat ใช้ทำธุรกรรมทางการเงิน เช่น ถอนเงิน ฝากเงิน ได้เช่นเดียวกับในประเทศไทย โดยตู้เอทีเอ็มจะพบได้เกือบทั่วประเทศ หรือพบได้ตามสนามบิน สถานีรถไฟ ร้านค้า มหาวิทยาลัย ฯลฯ

ประเทศอิตาลีมีธนาคารเปิดให้บริการมากมายทั้งของรัฐบาลและเอกชน ค่าธรรมเนียมต่างๆในการใช้บริการจึงแตกต่างกัน นักศึกษาควรตรวจสอบว่าเมืองที่ตนจะไปศึกษาต่อ มีธนาคารใดบ้าง จากนั้นจึงเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมการใช้บริการ อัตราดอกเบี้ย การโอนเงิน ฯลฯ เพื่อประโยชน์ของตัวเอง หลังจากนักศึกษาตัดสินใจเลือกธนาคารที่ต้องการได้แล้ว ให้นำหลักฐานและเอกสารเพื่อเปิดบัญชีธนาคาร ดังต่อไปนี้

1. หนังสือเดินทาง (Passport)

2. จดหมายรับรองจากสถาบัน อาทิเช่น บัตรนักศึกษา, จดหมายรับรองการลงทะเบียน

(Confirmation of Enrolment), จดหมายจากสถาบันที่ยืนยันว่าเป็นนักศึกษาของสถาบันนั้นๆ

 

การทำงานในประเทศอิตาลี

สำหรับนักเรียนที่มิได้ถือสัญชาติในประเทศสมาชิกยุโรปนั้น การทำงานในระหว่างเรียนจะต้องได้รับใบอนุญาตการทำงานก่อน โดยทางผู้ว่าจ้างจะต้องดำเนินเรื่องโดยยื่นจดหมายจ้างงานที่สถานีตำรวจ และทางการจะเป็นผู้ตรวจสอบและอนุญาตซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะใช้เวลานานในการตรวจสอบ

 

เวลาว่างส่วนใหญ่ของนักเรียนต่างชาติ

กิน กิน กิน และกิน

อาหารอิตาเลียนถือได้ว่าเป็นอาหารที่รู้จักกันอยู่ทั่วโลก แต่เมื่อเข้ามาเรียนที่ในประเทศต้นกำเนิดแล้ว ด้วยวัตถุดิบท้องถิ่น และวัตถุดิบตามฤดูกาลนั้น และด้วยรสชาติอาหารที่ดั้งเดิมแล้ว นักเรียนก็ไม่ควรพลาดการได้ลิ้มรสอาหารชั้นเลิศได้เลย

Pizzerias

พิซซ่านั้นมีต้นกำเนิดจากเมืองเนเปิลส์  โดยดั้งเดิมนั้นจะทำโดยการอบในตู้อบไม้  อย่างไรก็ตามพิซซ่านั้นสร้างสรรค์เมนูที่หลากหลายตามส่วนประกอบต่าง ๆ  ซึ่งพิซซ่าที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ Pizza Margherita ซึ่งราดด้วยซอสมะเขือเทศ, มอสซาเลลล่าชีส, ใบโหระพา และน้ำมันมะกอก  ซึ่งราคาของ Pizza Margherita เป็นชุด ซึ่งจะมีเบียร์หรือกาแฟนั้น จะราคาอยู่ที่ 10-15 euro

**** ข้อควรรู้ไว้ : คนอิตาเลียนนั้นจะไม่กินพิซซ่ากับไวน์ แต่จะดื่มเบียร์หรือน้ำอัดลมแทน

ร้านอาหารญี่ปุ่น, เม็กซิโก, จีน, อินเดีย

ส่วนใหญ่จะพบเฉพาะในเมืองใหญ่ ๆ เท่านั้น ซึ่งจะมีหลากหลายราคา และหลากหลายเมนู ตามอาหารประจำชาตินั้น ๆ

 

Visa

การขอวีซ่าเพื่อเดินทางไปประเทศอิตาลี

สถานเอกอัคราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทยได้มอบหมายให้บริษัทวีเอฟเอสโกลบอล เป็นตัวแทนรับคำร้องขอวีซ่าในกรุงเทพมหานคร

 

ขั้นตอนการขอวีซ่าธุรกิจ

ชาวต่างประเทศที่มีความประสงค์จะเดินทางไปยังสาธารณรัฐอิตาลีจะต้องเสดงเอกสารต่างๆ ตามรายการที่สถานทูตกำหนดเพื่อแสดงวัตถุประสงค์และระยะเวลาในการพำนักในประเทศอิตาลีของท่าน  ในส่วนนี้ของเว็บไซต์ท่านจะพบข้อมูลเกี่ยวกับการขอวีซ่าธุรกิจเท่านั้น

ระยะเวลาดำเนินการ

หลังจากท่านยื่นคำร้องสถานทูตจะใช้เวลาในการพิจารณาวีซ่าประมาณ 15 วันทำการ หรือในบางกรณีอาจใช้เวลาประมาณ 30 วันทำการ

สถานทียื่นคำร้องขอวีซ่า

ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าอิตาลี อาคารเมอร์คิวรี่ ชั้น 9 ถนนเพลินจิต กรุงเทพฯ (ใกล้สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสชิดลม) 

เวลาทำการ  วันจันทร์ 10.00-12.00 น. วันพุธ 14.00-16.00 น.  วันศุกร์ 10.00-12.00 น.

หมายเหตุ  เมื่อท่านมายื่นคำร้องขอวีซ่าที่ศูนย์รับคำร้องท่านต้องชำระค่าธรรมเนียมการขอวีซ่าและค่าดำเนินการเป็นเงินสด  ซึ่งค่าค่าใช้จ่ายดังกล่าวท่านไม่สามารถเรียกคืนได้

ถ้าหากท่านเดินทางมายื่นคำร้องด้วยตนเองท่านไม่จำเป็นต้องทำการนัดหมายล่วงหน้า แต่หากท่านต้องการทำการนัดหมายก็สามารถทำได้เช่นกัน

ทำการนัดหมาย 

เอกสารที่ใช้ประกอบคำร้องขอวีซ่า(สำหรับวีซ่าธุรกิจเท่านั้น)

สำหรับการขอวีซ่าธุรกิจกรุณาเตรียมเอกสารดังนี้

1.แบบฟอร์มคำร้องขอวีซ่าที่กรอกข้อมูลครบถ้วนและลงนามผู้ขอวีซ่าแล้ว 

2.รูปถ่ายปัจจุบันขนาดเดียวกับที่ใช้ทำหนังสือเดินทาง  รูปเย็บด้วยแม็กมากับแบบฟอร์มคำร้อง

3.หนังสือเดินทางที่มีอายุคงเหลือ 90 วันนับจากวันหมดอายุของวีซ่าและมีหน้าว่างอย่างน้อยหนึ่งหน้า

4.เอกสารการจดทะเบียนของบริษัทไทย

5.จดหมายจากบริษัทไทยที่ชี้เเจง

    – วัตถุประสงค์ของการเดินทาง

    – อาชีพและสถานะของผู้ยื่นคำร้อง

    – รายละเอียดเกี่ยวกับกิจกรรมและความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับบริษัทสัญชาติอิตาเลียน

6.จดหมายเชิญจากบริษัทสัญชาติอิตาเลียนที่มีการลงนามโดยผู้มีอำนาจรับผิดชอบของบริษัทนั้นเเฟกซ์ถึงสถานทูตหรือสถานกงสุล (ส่งฉบับจริงถึงผู้ยื่นคำร้องด้วย)

7.หลักฐานแสดงสถานะทางการเงิน เช่น สำเนาบัตรเครดิต

8.ประกันสุขภาพและอุบัติเหตุในการเดินทางต่างประเทศ  วงเงินเอาประกันขั้นต่ำ 30,000 ยูโร ที่ครอบคลุมการส่งตัวผู้ป่วยเพื่อไปรับการรักษาทางอากาศด้วย (ฉบับสำเนา)

9.ตั๋วเครื่องบินไป-กลับที่มีการยืนยันการเดินทางแล้ว

10.ในการเดินทางไปร่วมงานแสดงสินค้าหรืองานสัมมนาต่างๆ ในประเทศอิตาลี  หากมีค่าใช้จ่ายผู้ยื่นคำร้องต้องแสดงหลักฐานค่าใช้จ่ายทั้งหมดด้วย

เอกสารประกอบอื่นๆ

ก)หลักฐานการจองที่พักหรือหนังสือรับรองรับรองในกรณีที่บริษัทอิตาเลียนจัดหาที่พักให้

ข)สำเนาฉบับถ่ายเอกสารย้อนหลังสองปีของวีซ่าที่ออกให้โดยประเทศในกลุ่มเชงเก้น,สหราชอาณาจักร,สหรัฐอเมริกา,ไอร์แลนด์,ออสเตรเลีย,นิวซีแลนด์หรือสหพันธรัฐสวิส.

 หมายเหตุ เอกสารที่สถานทูตกำหนดข้างต้นไม่สามารถรับรองการได้รับวีซ่าของท่านแต่อย่างใด

 

อัตราค่าธรรมเนียมการขอวีซ่าท่านสามารถชำระค่าธรรมเนียมการขอวีซ่าได้สองสกุลเงิน คือ สกุลยูโรและสกุลบาท

 

สกุลยูโร (€)

สกุลบาท (THB)

วีซ่าธุรกิจ (ประเภทซี)

60

2,400

 

***หมายเหตุ  อัตราค่าธรรมเนียมการขอวีซ่าสกุลเงินบาทได้รับการกำหนดโดยสถานทูตดังนั้นอัตราดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

นอกจากค่าธรรมเนียมการขอวีซ่าข้างต้น ผู้ยื่นคำร้องจะต้องชำระค่าบริการ 500 บาท(รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ต่อการยื่นคำร้องหนึ่งฉบับ  นอกจากนั้นหากท่านเลือกใช้บริการส่งเอกสารกลับแก่ท่านทางไปรษณีย์จะมีค่าบริการเพิ่ม 200 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)  ในกรณีที่คำร้องขอวีซ่าของท่านได้รับการปฏิเสธท่านจะต้องเดินทางไปรับหนังสือเดินทางของท่านด้วยตนเอง  ที่แผนกวีซ่า สถานทูตเอกอัคราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทย  และค่าธรรมเนียมการขอวีซ่าและค่าดำเนินการต่างๆทั้งหมด ท่านไม่สามารถเรียกคืนได้

 

ข้อมูลทั่วไป

อิตาลี (อังกฤษ: Italy; อิตาลี: Italia) มีชื่ออย่างเป็นทางการคือ สาธารณรัฐอิตาลี (อังกฤษ: Italian Republic; อิตาลี: Repubblica italiana) เป็นประเทศในทวีปยุโรป บริเวณยุโรปใต้ ตั้งอยู่ในคาบสมุทรอิตาลีที่มีรูปทรงคล้ายรองเท้าบูต และมีเกาะ 2 เกาะใหญ่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน คือ เกาะซิซิลีและเกาะซาร์ดิเนีย และพรมแดนตอนเหนือแบ่งประเทศโดยเทือกเขาแอลป์ กับประเทศฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย และสโลวีเนีย ประเทศอิตาลีเป็นประเทศสมาชิกก่อตั้งของสหภาพยุโรป เป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ นาโต และกลุ่มจี 8

มีประเทศอิสระ 2 ประเทศ คือ ซานมารีโนและนครรัฐวาติกัน เป็นดินแดนที่ล้อมรอบไปด้วยพื้นที่ของอิตาลี ในขณะที่เมืองกัมปีโอเนดีตาเลีย เป็นดินแดนส่วนแยกของอิตาลีที่ถูกล้อมรอบด้วยพื้นที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

เมืองหลวง: โรม

ที่ตั้งอาณาเขต

ประเทศอิตาลี ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของทวีปยุโรปในคาบสมุทรอิตาลีที่มีรูปทรงคล้ายรูปรองเท้าบูต  และมีเกาะใหญ่ๆอยู่ 2 เกาะในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน คือ เกาะซิซิลีและเกาะซาร์ดิเนีย  และยังมีหมู่เกาะเล็กๆอีกจำนวนมาก  นอกจากนี้มีรัฐอิสระอีก 2 รัฐก็รวมอยู่ในประเทศอิตาลีด้วยคือ ซานมาริโน และวาติกัน   ซึ่งประเทศอิตาลีมีพื้นที่ทั้งหมด 301,338 ตารางกิโลเมตร หรือ 116,346 ตารางไมล์

 

ลักษณะภูมิประเทศ

ประเทศอิตาลี ตั้งอยู่บนคาบสมุทรอิตาลี ถูกล้อมรอบด้วยทะเลในทุก ๆ ด้านยกเว้นด้านเหนือ โดยอาณาเขตทางทิศเหนือติดต่อกับประเทศฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์และออสเตรียอันมีเทือกเขาแอลป์กั้นแบ่ง ในเทือกเขาแห่งนี้มีภูเขาที่สูงที่สุดในยุโรปตะวันตก คือภูเขามอนเตบีอังโก (อิตาลี: Monte Bianco) ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศอิตาลี เทือกเขาที่สำคัญอีกแห่งของอิตาลีมีชื่อว่า เทือกเขาแอเพนไนน์ (อิตาลี: Appennini) พาดผ่านจากตอนกลางสู่ตอนใต้ของประเทศ แม่น้ำที่ยาวที่สุดในอิตาลีคือแม่น้ำโป (Po) และแม่น้ำไทเบอร์ที่ไหลผ่านกรุงโรม อิตาลีมีดินแดนที่ราบลุ่มริมแม่น้ำราว 25 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งประเทศ[5] โดยที่ราบลุ่มแม่น้ำโป ทางตะวันออกเฉียงเหนือเป็นบริเวณพื้นที่ราบที่กว้างใหญ่ที่สุด อิตาลีมีเกาะมากมาย เกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดคือเกาะซิซิลี รองลงมาคือเกาะซาร์ดิเนีย ทั้งสองแห่งสามารถเดินทางได้โดยทางเรือและทางเครื่องบิน

ทางตอนเหนือของอิตาลีมีทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่มากมาย เช่น ทะเลสาบการ์ดา โกโม มัจโจเร และทะเลสาบอีเซโอ เนื่องจากประเทศอิตาลีถูกล้อมรอบด้วยทะเล ดังนั้นจึงมีชายฝั่งทะเลยาวหลายพันกิโลเมตร ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก และนักท่องเที่ยวก็นิยมเที่ยวสถานที่ทางประวัติศาสตร์ของอิตาลีอีกด้วย ประเทศอิตาลีมีทะเลสาบปล่องภูเขาไฟมากอันดับหนึ่งของโลก เมืองหลวงของประเทศอิตาลีคือกรุงโรม และเมืองสำคัญอื่น ๆ เช่นเมืองมิลาน ตูริน ฟลอเรนซ์ เนเปิลส์ และเวนิส และภายในประเทศอิตาลียังมีประเทศแทรกอยู่ 2 ประเทศ ได้แก่ ประเทศซานมารีโนและนครรัฐวาติกัน

ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของประเทศ คือ ปรอท โพแทช (โพแทสเซียมคาร์บอเนต) หินอ่อน กำมะถัน แก๊สธรรมชาติ น้ำมันดิบ ปลาและถ่านหิน

อิตาลีมีปัญหาด้านสภาพแวดล้อม เช่น มลภาวะเป็นพิษจากอุตสาหกรรมและการสันดาป ชายฝั่งแม่น้ำเน่าเสียจากอุตสาหกรรม และสารตกค้างจากการเกษตร ฝนกรด การขาดการดูแลบำบัดของเสียจากอุตสาหกรรมอย่างเพียงพอ และปัญหาด้านภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว ดินและโคลนถล่ม ภูเขาไฟระเบิด น้ำท่วม รวมถึงปัญหาแผ่นดินทรุดตัวในเวนิส

 

ลักษณะภูมิอากาศ

ประเทศอิตาลีมีลักษณะอากาศหลากหลายแบบ และอาจมีความแตกต่างจากภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียนตามลักษณะพื้นที่ตั้ง พื้นที่ส่วนใหญ่ทางตอนเหนือของประเทศ เช่นเมืองตูริน มิลาน และโบโลญญา มีลักษณะแบบอากาศภาคพื้นทวีปที่ค่อนข้างร้อนชึ้น (การแบ่งลักษณะภูมิอากาศแบบเคิปเปน: Cfa) พื้นที่ชายฝั่งติดกับทะเลของแคว้นลิกูเรียและส่วนใหญ่ของคาบสมุทรที่อยู่ใต้ลงไปจากฟลอเรนซ์เป็นภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน (การแบ่งลักษณะภูมิอากาศแบบเคิปเปน: Csa) คือมีอากาศอบอุ่นตลอดทั้งปี โดยมีลมจากแอฟริกาพัดเอาความร้อนและความชี้นเข้ามา[5] พื้นที่ชายฝั่งของคาบสมุทรอิตาลีสามารถมีความแตกต่างกันได้มากจากระดับความ สูงของภูเขาและหุบเขา โดยเฉพาะเมื่อถึงฤดูหนาวในที่สูงก็จะมีอากาศหนาว ชื้น และมักจะมีหิมะตก ภูมิภาคริมทะเลมีอากาศไม่รุนแรงในฤดูหนาว อากาศอุ่นและมักจะแห้งในฤดูร้อน และพื้นที่ต่ำกลางหุบเขามีอากาศค่อนข้างร้อนในฤดูร้อน

ประเทศอิตาลีมีฤดู 4 ฤดู ได้แก่ ฤดูหนาว ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน และฤดูใบไม้ร่วง โดยฤดูหนาวจะมีอุณหภูมิอยู่ในช่วง 0 °C (32 °F) บนเทือกเขาแอลป์ ถึง 12 °C (54 °F) บนเกาะซิซิลี และในฤดูร้อนจะมีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง 20 °C (68 °F) ถึง 30 °C (86 °F) และอาจสูงกว่านี้ได้ในบางช่วง

 

 

ประชากร

ประเทศอิตาลี มีลักษณะอากาศหลากหลายแบบ และอาจมีความแตกต่างจากภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียนตามลักษณะพื้นที่ตั้ง พื้นที่ส่วนใหญ่ทางตอนเหนือของประเทศ เช่นเมืองตูริน มิลาน และโบโลญญา มีลักษณะแบบอากาศภาคพื้นทวีปที่ค่อนข้างร้อนชึ้น (การแบ่งลักษณะภูมิอากาศแบบเคิปเปน: Cfa) พื้นที่ชายฝั่งติดกับทะเลของแคว้นลิกูเรียและส่วนใหญ่ของคาบสมุทรที่อยู่ใต้ลงไปจากฟลอเรนซ์เป็นภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน (การแบ่งลักษณะภูมิอากาศแบบเคิปเปน: Csa) คือมีอากาศอบอุ่นตลอดทั้งปี โดยมีลมจากแอฟริกาพัดเอาความร้อนและความชี้นเข้ามา พื้นที่ชายฝั่งของคาบสมุทรอิตาลีสามารถมีความแตกต่างกันได้มากจากระดับความ สูงของภูเขาและหุบเขา โดยเฉพาะเมื่อถึงฤดูหนาวในที่สูงก็จะมีอากาศหนาว ชื้น และมักจะมีหิมะตก ภูมิภาคริมทะเลมีอากาศไม่รุนแรงในฤดูหนาว อากาศอุ่นและมักจะแห้งในฤดูร้อน และพื้นที่ต่ำกลางหุบเขามีอากาศค่อนข้างร้อนในฤดูร้อน

 

ศาสนา

ศาสนาที่ผู้คนส่วนใหญ่ในอิตาลีนับถือคือ ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ชาวอิตาลีถึง 87.8% เป็นโรมันคาทอลิกโดยพฤตินัย  แม้ว่ามีเพียงประมาณหนึ่งในสามที่มีเหตุผลในการเลือกนับถือศาสนาคริสต์ (36.8%) ส่วนนิกายอีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์มีผู้นับถือมากกว่า 700,000 คน ประกอบด้วยกรีกออร์ทอดอกซ์ 180,000 คนและอีก 550,000 คนนับถือเพนเทคอสตัลและอิแวนจิลิคัล (0.8%) ส่วนสมาชิกของอะเซมบลีส์ออฟกอดมีประมาณ 400,000 คน กลุ่มพยานพระยะโฮวา 235,685 คน (0.4%)  นิกายวัลเดนเชียน 30,000 คน เซเวนธ์-เดย์แอดเวนทิสต์ มีประมาณ 22,000 คน นิกายมอรมอน 22,000 คน แบปทิสต์ 15,000 คน ลูเทอแรน 7,000 คน และเมทอดิสต์ 4,000 คน ส่วนศาสนิกชนกลุ่มน้อยที่เก่าแก่ที่สุดคือศาสนายูดาห์ มีคนนับถือ 45,000 คน ประเทศอิตาลีมีกลุ่มศาสนาที่ไม่ใช่ศาสนาคริสต์เข้ามาเผยแพร่ไม่ค่อยมากนัก เช่นการอพยพเข้ามาของประชากรจากส่วนอื่นๆ ของโลก เป็นผลทำให้อิตาลีมีชาวมุสลิมอาศัยอยู่ประมาณ 825,000 คน[20] (1.4% ของประชากรทั้งประเทศ) แต่เป็นพลเมืองอิตาลีเพียง 50,000 คน นอกจากนี้ อิตาลีมีชาวพุทธ 50,000 คนโดยที่ศาสนาพุทธ รัฐบาลอิตาลี ได้รับรองสถานะของสมาคมชาวพุทธในอิตาลี เมื่อ 20 มีนาคม พ.ศ. 2543 และมีวัดไทยสำคัญคือ วัดสันตจิตตาราม อยู่ห่างจากกรุงโรม 52 กิโลเมตรซิกข์ 70,000 คน และชาวฮินดู 70,000 คน

 

ภาษา

ทั่วอิตาลีจะใช้ภาษาอิตาเลียนเป็นหลัก ในเมืองท่องเที่ยวหลัก เช่น โรม มิลาน ฟลอเรนซ์ เวนิช ฯลฯ ร้านค้าต่างๆ จะพูดภาษาอังกฤษได้พอสมควร แต่ตามเมืองเล็กๆ ในชนบทนักท่องเที่ยวอาจจะประสบปัญหาได้ เพราะผู้คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจภาษาอังกฤษ

 

วันสำคัญ

วันหยุด ปี 2012

1 มกราคม         = วันขึ้นปีใหม่

6 มกราคม         = วันฉลองเทศกาลเสด็จมาของพระเยซูคริสต์; Epiphany Day

9 เมษายน         = วันจันทร์หลังวันอีสเตอร์; Easter Monday

25 เมษายน       = วันเสรีภาพ (วันที่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในประเทศอิตาลี)

1 พฤษภาคม      = วันแรงงาน

2 มิถุนายน         = วันชาติ

5 สิงหาคม         = วันอัสสัมชัญ; Assumption Day

1 พฤศจิกายน    = วันระลึกถึงนักบุญ; All Saints Day

8 ธันวาคม         = วันสมโภชพระแม่มารีย์ผู้ปฏิสนธินิรมล

25 ธันวาคม       = วันคริสต์มาส

26 ธันวาคม       = St Stephens Day / Boxing Day

 

สกุลเงิน

สกุลเงิน: ยูโร (euro, รหัสธนาคาร EUR) เป็นสกุลเงินที่ประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป 13 ประเทศตกลงใช้ร่วมกัน

1 ยูโรแบ่งออกเป็น 100 เซนต์ แต่ชื่อเรียกของเซนต์อาจแตกต่างกันในแต่ละประเทศ

 

เหรียญ: 1 เซนต์, 2 เซนต์, 5 เซนต์, 10 เซนต์, 20 เซนต์, 50 เซนต์, €1, €2

ธนบัตร: €5, €10, €20, €50, €100, €200, €500

 

เวลา

ประเทศอิตาลีช้ากว่าประเทศไทย 6 ชั่วโมง  แต่ในช่วงหน้าร้อน (มีนาคม) จะหมุนนาฬิกาล่วงหน้าอีก 1 ชั่วโมง ทำให้เวลาห่างจากประเทศไทยเพียง 5 ชั่วโมง และจะหมุนกลับไปเวลาเดิมในเดือนกันยายน   เวลาที่เหมาะกับการไปเยือนอิตาลีที่สุดคือช่วงฤดูใบไม้ผลิ ระหว่างเดือนเมษายนถึงกลางเดือนมิถุนายน เพราะอากาศกำลังสบาย

 

ระบบไฟฟ้า

ระบบไฟฟ้า อิตาลีใช้ระบบไฟฟ้าแบบ 230 โวลต์ 50 Hz Type C, Type F, Type L Electrical Outlet เพราะฉะนั้น จำเป็นต้องเตรียมปลั๊กเสียบ หรือ Adapter มาจากเมืองไทย จะได้สามารถใช้ปลั๊กได้

 

โทรศัพท์ 

บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ 008

คิดอัตราเดียวตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีการแบ่งภาคเวลา โดยอัตรา 008 จะขึ้นอยู่กับประเทศปลายทาง สามารถเลือกดูในแต่ละประเทศปลายทางที่ต้องการ

- สำหรับการโทร 008 จากโครงข่ายอื่น อัตราค่าบริการขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการและประเทศปลายทางที่โทร

- อัตรา 008 (บาท / นาที) อาจเปลี่ยนแปลงโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า

วิธีการใช้บริการ 008

กด 008 + รหัสประเทศ + รหัสเมือง / รหัสโทรศัพท์เคลื่อนที่ + เลขหมายปลายทาง

 

ตัวอย่าง

กรณีเรียกเข้าโทรศัพท์พื้นฐานในประเทศญี่ปุ่น

เมืองโยโกฮามา เลขหมาย 57043294

(รหัสประเทศญี่ปุ่น 81 รหัสเมืองโยโกฮามา 045)

กดเลขหมายดังนี้ 008 81 45 57043294

  

กรณีเรียกเข้า โทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศญี่ปุ่น

เลขหมาย 070 - 61056032

(รหัสประเทศญี่ปุ่น 81 รหัสโทรศัพท์เคลื่อนที่ 070)

กดเลขหมาย ดังนี้ 008 81 70 61056032

การโทรจากประเทศไทยไปยังอิตาลี รหัสโทรทางไกล , ตามด้วยรหัสประเทศ 39, ตามด้วย City Code + The Number

 

เว็ปไซต์สำหรับเช็ครหัสเมืองของอิตาลี Country Codes : Italy

 

การโทรจากอิตาลีมาประเทศไทย รหัสโทรทางไกล , ตามด้วยรหัสประเทศ 66, ตามด้วย City Code + The Number

 

เบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉินในประเทศอิตาลี

เหตุฉุกเฉิน (ตำรวจ) : 112, 113, 117

เหตุฉุกเฉินไฟไหม้ : 115

เหตุฉุกเฉินไฟไหม้บนภูเขา : 1515

รถพยาบาลฉุกเฉิน : 118

 

ไปรษณีย์

การไปรษณีย์ในประเทศอิตาลี ดำเนินการโดย Poste Italiane ซึ่งเป็นบริการของรัฐบาล มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ ณ กรุงโรม นอกจากในเรื่องของไปรษณีย์แล้ว Poste Italiane ยังดำเนินการเกี่ยวกับ การสื่อสาร, โลจิสติกส์ และบริการทางด้านการเงินในประเทศอิตาลี

สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อสแตมป์ สามารถซื้อได้ตามร้านขายบุหรี่ทั่วไป

 

เวลาเปิด-ปิดของสถานที่ส่วนใหญ่ในประเทศอิตาลี 

ห้องสมุด

โดยทั่วไป ห้องสมุดสาธารณะจะเปิดวันจันทร์ วันศุกร์ ในเวลา 9.00-19.00 น. และวันเสาร์ตั้งแต่เวลา 9.00-13.00 น. (ปิดในวันอาทิตย์และวันหยุดราชการ)

 

ร้านขายยา

เวลาเปิด-ปิดของร้านขายยาจะเป็นไปตามกฎหมาย โดยจะเปิดในช่วงเช้าตั้งแต่เวลา 8.30-12.30 น. และในช่วงบ่ายเวลา 15.30-19.30 น. สำหรับบางร้านจะไม่ได้เปิดในช่วงนี้ แต่จะเปิดเฉพาะในช่วงกลางคืน, วันหยุดและวันอาทิตย์ แทน

 

พิพิธพันธ์

จะเปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 9.00-17.00 น. ปิดเฉพาะวันหยุด  นอกจากนี้เวลาเปิด-ปิดการเข้าชม ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยของภูมิอากาศอีกด้วย ดังนั้นควรตรวจสอบจากพิพิธภัณฑ์ในแต่วันโดยตรงจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด

 

ศูนย์ราชการ

จะเปิดตั้งแต่เวลา 8.30-13.00 น. และพักกลางวัน จากนั้นจะเปิดในช่วงบ่ายอีกครั้งตั้งแต่เวลา 14.45-16.15 น.

 

ร้านค้า

โดยทั่วไปจะเปิดเวลา 9.00 น.-13.00 น. ในช่วงเช้า และจะเปิดในช่วงเวลาบ่ายเวลา 15.30-19.30 น. จะปิดบริการในวันอาทิตย์

 

ธนาคาร

เวลาเปิด-ปิดของธนาคารจะขึ้นตรงกับข้อกำหนดของกฎหมาย โดยจะเปิดในเวลา 8.30-13.30 น. และเวลา 15.00-16.00 น. ตั้งแต่วันจันทร์ถึงศุกร์  และมีหลาย ๆ ธนาคารที่มีการเปิดทำการในวันเสาร์อีกด้วย

 

ไปรษณีย์

จะเปิดในเวลา 8.30-13.30 น. ทุกวันยกเว้นวันอาทิตย์

 

ร้านอาหาร

โดยทั่วไปจะเปิดในเวลา 12.00 น. และครัวจะปิดที่เวลา 14.30 น.  บางร้านจะเปิดในช่วงกลางคืนเวลา 19.00-23.00 น.

 

การให้ทิป

การให้ทิปในร้านอาหาร

ในอิตาลี จะไม่มีกำหนดอัตราที่แน่นอนในการให้ทิป ร้านอาหารส่วนใหญ่รวมถึงร้านพิซซ่าจะมีการเก็บทิปรวมกับค่าอาหารอยู่แล้ว ซึ่งจะเรียกว่า “Coperto” และถ้าหากเป็นร้านอื่น ๆ ชาวอิตาเลียนจะให้ทิปแล้วแต่คุณภาพของการบริการ

 

แหล่งช็อปปิ้ง

-   Florence
-   Outlet สุดฮิตก็ Outlet of Prada The Mall
-   ร้านใน The mall
Agnona, Alexander McQueen, Balenciaga, Bottega Veneta, Emilio Pucci, Emanuel Ungaro, Ermenegildo Zegna, Fendi, Giorgio Armani, Gucci, Hogan, I Pinco Pallino, La Perla, Lora Piana, Marni, Salvatore Ferragamo, Sergio Rossi, Stella McCartney, Todd’s, Valentino, Y-3, Yohji Yamamoto and Yves Saint Laurent, Unoerre, Diesel. 
   
-   Zegna
-   รองเท้า ของ Tods

 

 

อาหาร

อาหารการกิน สามารถแบ่งตามประเภทของอาหารในแต่ละมื้อได้ดังนี้

-   อาหารว่างและของกินเล่นระหว่างมื้อ ที่เป็นที่รู้จักดีคือพิซซา โดยพิซซาในอิตาลีจะเป็นแผ่นแป้งอบทาซอสมะเขือเทศ แต่งหน้าด้วยเนื้อสัตว์ มะเขือเทศ หรือเห็ด เน้นที่ชีสยืดเหนียวด้านบน
-   อาหารเรียกน้ำย่อยหรืออันตีปัสโต (Antipasto) ถ้าเป็นเมืองตามชายฝั่งทะเลจะเน้นอาหารทะเลสด ส่วนทางตอนในจะเป็นไส้กรอกหรือแฮม กินกับผักสดและผักชุบแป้งทอด มิฉะนั้นจะเป็นขนมปัง กระเทียมหรือซุปต่าง ๆ นอกจากนั้น อาหารเรียกน้ำย่อยยังรวมไปถึงพาสตานานาชนิดและข้าวแบบอิตาลีที่เรียกว่ารีซอ ตโต
   
-   อาหารจานหลัก ส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อสัตว์ล้วนที่ปรุงด้วยวิธีการต่าง ๆ กินคู่กับผักและมันฝรั่ง ถ้าเป็นเมืองชายฝั่งทะเลจะเน้นเนื้อปลา ถ้าเป็นทางตอนเหนือจะเน้นเนื้อวัวและเนื้อแกะ
-   ของหวาน ของหวานที่พบบ่อย ได้แก่ ไอศกรีมที่กินกับผลไม้สด ปันนากอตตา และซาบาลโยเน

 

ข้อควรทราบ มารยาทและข้อควรกระปฏิบัติและไม่ควรปฏิบัติ

1.   คนอิตาเลียนนิยมแต่งกายสวยงามเสมอโดยเฉพาะในยามค่ำ ดังนั้นหากมีแผนจะไปนั่งรับประทานอาหารตามภัตตาคาร ก็ควรเตรียมชุดที่ดูดีสักหน่อยไปด้วยแม้นักท่องเที่ยวมักจะได้รับการยกเว้น หรือให้อภัยก็ตาม
2.   การเอ่ยคำนำชื่อ เช่น ด็อกเตอร์หรือโปรเฟสเซอร์ เป็นเรื่องสำคัญดั้งนั้น หากได้รับการแนะนำให้รู้จักคนอิตาเลียนที่มีคำนำหน้าชื่อเช่นนี้ต้องเรียก เขาให้เต็มยศทุกครั้ง อย่าเรียกแต่ชื่อลอยๆ
3.   เรื่องนัดหมายเวลา เป็นเรื่องไม่ซีเรียสนักในอิตาลี อาจมีการมาช้ามาสายกันได้เสมอ แต่ถ้าต้องการจะนัดหมายธุรกิจ จะต้องนัดล่วงหน้าเสมอ อย่าโผล่ไปโดยไม่ได้นัด
4.   การนัดหมายคุยธุรกิจบนโต๊ะอาหาร มักจะเป็นมื้อกลางวันและพึงตระหนักไว้เลยว่าอาหารมื้อกลางวันนั้นจะยาวนาน 3-4 ชั่วโมง จึงอย่านัดหมายใครต่อในช่วงบ่าย เพราะเป็นการไม่สุภาพอย่างยิ่งที่จะเร่งรัด เจ้าภาพหรือขอตัวกลับก่อน
   
5.   หากได้รับการเชื้อเชิญอย่างคะยั้นคะยอให้ไปร่วมรับประทานอาหาร พึงตอบรับเพราะนั่นคือการแสดงความเป็นมิตรและการให้ความสำคัญแก่คุณอย่างที่สุด
6.   ถ้าได้รับเชิญไปรับประทานอาหารที่บ้าน ควรมีดอกไม้ ไวน์ หรือช็อกโกแลตติดมือไปด้วย (อย่าเอาดอกเบญจมาศไปเด็ดขาดเพราะเป็นดอกไม้ที่ใช้เฉพาะในงานศพ)
7.   อาหารอิตาเลียนนั้นหนัก เข้มข้น มีหลายคอร์ส และแต่ละคอร์สก็มาจานใหญ่ๆ ทั้งนั้น ถ้าได้รับเชิญไปตามภัตตาคารที่สั่งอาหารได้เอง อาจใช้วิธีสั่งอาหารจานแรก 2 จานแทนอาหารแรกกับอาหารจานหลัก เพราะปริมาณจะน้อยกว่า และไม่เป็นการน่าเกลียดเหมือนการขอเว้นอาหารคอร์สใดคอร์สหนึ่ง แต่ถ้าได้รับเชิญไปรับประทานอาหารที่บ้านกับครอบครัว ซึ่งมักจะเสิร์ฟอาหารในจานใหญ่ๆที่หมุนเวียนผลัดกันตักรอบๆโต๊ะ ควรตักทุกจานแต่ตักจานละน้อยๆ เพราะแต่ละบ้านจะภูมิใจในฝีมือการทำอาหารของตนเสมอ และจะทำอาหารทยอยออกมามากมายหลายจาน เกินจำนวนคอร์สปรกติ
   
8.   เรื่องคุยที่คนอิตาเลียนโปรดปรานคือเรื่องฟุตบอล เรื่องรถสวยๆ และเรื่องครอบครัว (ประเภทว่ามีลูกกี่คน หลานกี่คน กำลังเรียนอะไรอยู่บ้าง หลานเล่นฟุตบอลเก่ง วาดรูปสวย ฯลฯ) แต่ไม่นิยมคุยเรื่องการเมือง
9.   คนอิตาเลียนนิยมการสูบบุหรี่และสูบกันทั่วไปทุกหนแห่งทั้งชายและหญิง ใครที่ไม่สูบบุหรี่หรือทนควันไม่ได้จริงๆ ควรหลบเลี่ยงไปเองเพราะจะเป็นคนกลุ่มน้อยในสังคม

  

ประวัติศาสตร์อิตาลี

แบ่งออกเป็น 2 ช่วง ดังนี้
ยุคโบราณ
คาบสมุทรอิตาลีมีมนุษย์อาศัยตั้งแต่ยุคหินเก่า ดินแดนลุ่มแม่น้ำไทเบอร์เป็นที่ตั้งถิ่นฐานของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลตั้งแต่ เมื่อประมาณ 5 หมื่นปีที่แล้วและด้วยอิตาลีนั้นตั้งอยู่บนคาบสมุทรในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งมีอารยธรรมโบราณ กล่าวคืออารยธรรมมิโนน และไมซีเนียน อารยธรรมที่เกี่ยวพันกับอารยธรรมกรีกโบราณ อิตาลีเป็นประเทศที่มีอารยธรรมมาช้านานและแผ่ขยายดินแดนอื่นๆในทวีปยุโรปใน ช่วง1,600ปีก่อนคริต์ศักราชพวกอีตรัสกัน(Etruscan) จากเอเชียไมเนอร์ก็ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณที่เป็นแคว้นตอสกานาใน ปัจจุบันพร้อมกับนำอารยธรรมกรีกเข้ามาเผยแพร่ ส่วนพวกกรีกเองก็ได้เดินทางมาตั้งอาณานิคมชื่อว่า แมกนากราเซีย” (Magna Graecia) ในตอนใต้ของอิตาลีใน 800 ปีก่อนคริสต์ศักราช มีพื้นที่ครอบคลุมบริเวณตั้งแต่เมืองนาโปลี จนถึงเกาะซิชิเลีย ในศตวรรษที่ 6
ก่อนคริสต์ศักราช พวกอีตรัสกันได้มีอำนาจปกครองดินแดนตั้งแต่บริเวณชายฝั่งตะวันตกของคาบสมุทรอิตาลีตั้งแต่หุบเขาโป จนถึงบริเวณเมืองนาโปลี และดินแดนรอบๆ กรุงโรม ขณะเดียวกันชนเผ่าอื่นๆ ที่อาศัยอยู่ในคาบสมุทรอิตาลีก็รวมตัวกันจัดตั้งเป็น นครรัฐขึ้น เพื่อต่อต้านการขยายตัวและอำนาจของพวกอีตรัสกันและกรีก ชนเผ่าที่สำคัญในการต่อต้านอำนาจเหล่านี้ได้แก่พวกละติน หรือโรมัน ซึ่งเมื่อถึง 200 ปีก่อนคริสต์ศักราช พวกละตินก็ได้มีอำนาจเหนือดินแดนอิตาลีเกาะซาร์ดิเนียและซิซิเลียทั้งหมด แล้วใน 27 ปีก่อนคริสต์ศักราชโรมได้เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากสาธารณรัฐเป็นระบอบ จักรวรรดิโดยมีจักรพรรดิออกตาเวียน (Octavian) เป็นจักรพรรดิพระองค์แรก นครหลวงแห่งนี้ได้เจริญถึงขีดสุดและสามารถขยายอำนาจปกครองอิทธิพลไปทั่วทั้ง ยุโรป และบริเวณรายรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน  อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางของการค้า และความเจริญในด้านวัฒนธรรมและศิลปวิทยาการแขนงต่างๆ แทนกรีกที่ได้ถดถอยลง ระหว่างปี ค.ศ. 96 – 180 เป็นช่วงระยะเวลาแห่งความเจริญรุ่งเรืองของจักรพรรดิที่ปกครอง 5 พระองค์ แต่หลังจากนั้น โรมต้องประสบปัญหาทั้งในทุกๆด้าน รวมไปถึงการรุกรานของพวกอารยชน รวมทั้งการเสื่อมโทรมทางศีลธรรมจรรยา ใน พ.ศ. 855 (ค.ศ. 312) จักรพรรดิคอนสแตนติน ทรงยอมรับคริสต์ศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ซึ่งมีผลให้คริสต์ศาสนามีโอกาสได้เผยแพร่ไปทั่วดินแดนที่อยู่ใต้อานัติของ โรม ในคริสต์ศตวรรษที่ 5จักรวรรดิโรมันและกรุงโรมได้ถูกพวกอารยชนเยอรมันเข้าปล้นสะดม ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ. 1019 (ค.ศ. 476) จักรพรรดิโรมันพระองค์สุดท้ายก็ถูกพวกอารยชนขับออกจากบัลลังก์นับเป็นการ สิ้นสุดจักรวรรดิโรมันตะวันตก ประวัติศาสตร์โลกสมัยโบราณ และโลกตะวันตกก็เข้าสู่ยุคกลาง

 

ยุคกลาง
ในช่วงต้นของยุคกลาง ดินแดนต่างๆ ในยุโรปได้ตกอยู่ในสภาวะระส่ำระส่ายที่บ้านเมืองขาดผู้นำระบบการเมือง เศรษฐกิจและสังคมถูกทำลายแต่ในขณะเดียวกันบิชอบแห่งโรมก็ได้สามารถสถาปนา อำนาจสูงสุดในคริสตจักรซึ่งต่อมาคือสันตะปาปาและสามารถจัดตั้งรัฐสันตะปาปา อีกทั้งยังเป็นผู้สืบทอดอารยธรรมโรมันที่ยังหลงเหลืองให้คงอยู่ต่อไป อย่างไรก็ดี แม้นครรัฐต่างๆ ในคาบสมุทรอิตาลีจะขาดเอกภาพทางการเมือง แต่นครรัฐเหล่านั้นยังเป็นศูนย์กลางของความเจริญมั่งคั่งและการฟื้นตัวของ ศิลปะและวัฒนธรรมของยุโรป ในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 14 อิตาลีได้ประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูศิลปวิทยาการของอารยธรรมกรีกและโรมัน  (ยุคเรอเนซองส์)และเป็นผู้นำของลัทธิมนุษยนิยมในขณะที่ประเทศต่างๆในยุโรป ยังตกอยู่ภายใต้การปกครองแบบศักดินาหรือฟิวดัลแต่เมื่อเข้าปลายคริสต์ศตวรรษ ที่ 15 อิตาลีได้ตกเป็นสมรภูมิแย่งชิอำนาจระหว่างฝรั่งเศส สเปน และออสเตรีย กล่าวคือเมื่อปี ค.ศ. 1494 พระเจ้าชาร์ลที่ 8 แห่งฝรั่งเศสได้เปิดการโจมตีคาบสมุทร ซึ่งได้ดำเนินเรื่อยมาถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 และการโจมตีเพื่อแย่งการเป็นเจ้าของระหว่างฝรั่งเศสและสเปน

 

สถานที่ท่องเที่ยว

ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวตามเมืองสำคัญต่าง ๆ ในอิตาลีสำหรับผู้ที่ต้องการ เดินทาง และ เที่ยวอิตาลี

  

กรุงโรม (Rome)
เป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของแคว้นลาซิโอและประเทศอิตาลี ตั้งอยู่ทางตอนกลางของประเทศ ในเขตตัวเมืองมีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ
2.5ล้านคน ถ้ารวมเมืองโดยรอบจะมีประมาณ 4.3 ล้านคน โดยมีจำนวนประชากรใกล้เคียงกับมิลานและเนเปิลส์ โรมมีประวัติศาสตร์ยาวนานมากกว่า 2,800 ปี ตั้งอยู่บนเนินเขาทั้งเจ็ดริมฝั่งแม่น้ำไทเบอร์ตอนกลางของประเทศ โดยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรในอดีตมากมาย เช่น ราชอาณาจักรโรมัน สาธารณรัฐโรมัน และจักรวรรดิโรมัน โรมเคยเป็นเมืองที่มีบทบาทมากที่สุดของอารยธรรมตะวันตก และในอดีตได้เป็นอาณาจักรที่ใหญ่ที่สุดในโลก ปัจจุบันได้เป็นเมืองหลวงของประเทศอิตาลีตั้งแต่ ค.ศ. 1870 นอกจากนี้ โรมยังเป็นที่ตั้งของนครรัฐวาติกัน ซึ่งเป็นดินแดนที่ประทับของพระสันตะปาปาแห่งศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิกอีกด้วย

 

The Pantheon (แพนธีออน)
สร้างขึ้นเมื่อ 27 ปีก่อนคริสตกาลโดย Marcus Agrippa สำหรับ The Pantheon ที่ตั้งตระหง่านอยู่ในปัจจุบันนั้น ได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่เมื่อช่วงต้นศตวรรษที่ 2 นอกจากสภาพที่ยังคงไม่ผุพังไปตามกาลเวลาแล้ว สิ่งที่น่าทึ่งอีกอย่างก็คือ การออกแบบอาคารให้มีความกว้าง 142 ฟุต และสูง 142 ฟุตเช่นกัน ประตูทางเข้าโลหะสีทองบรอนซ์ที่มีน้ำหนักถึง 20 ตัน และจุดเด่นที่น่าสนใจอีกอย่างคือ การออกแบบโดมด้านบนของอาคารทำได้อย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งไมเคิลแองเจลโล่เอง ก็ยังทำการศึกษาสถาปัตยกรรมของโดมแห่งนี้ ก่อนที่เขาจะออกแบบหลังคาโดมของโบสท์ St. Peter's แห่งนครวาติกัน

 

The Spanish Step (Scalinata di Spagna - บันไดสเปน)
จตุรัสแห่งนี้ ถูกเรียกชื่อตามสถานฑูตสเปน ซึ่งตั้งอยู่ ณ บริเวณนั้นเอง บันไดสเปนแห่งนี้ ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิตาลี ชื่อ Francesco de Sanctis เริ่มสร้างเมื่อปี ค.ศ. 1723 และแล้วเสร็จในปี 1725 สถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งชุมชมกันของหนุ่มสาว ผู้คนชอบที่จะมานั่งเรียงรายบนบันไดแห่งนี้ และที่แห่งนี้ยังเป็นแหล่ง ช้อปปิ้งที่มีชื่อเสียงมาก สำหรับผู้ที่ชื่นชอบสินค้าแบรนด์เนมทั้งหลาย หากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่รักการช้อปปิ้งเป็นชีวิตจิตใจแล้วก็ โปรดระวังกระเป๋าเงินและสิ่งของมีค่าด้วย เพราะที่แหงนี้เป็นแหล่งชุกชุมของมิจฉาชีพเลย

 

โคลอสเซียม (Colloseum)

เป็นสนามกีฬากลางแจ้งขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรม เริ่มสร้างขึ้น ในสมัยจักรพรรดิเวสปาเซียนแห่งอาณาจักรโรมันและสร้างเสร็จในสมัยของ จักรพรรดิติตัสในคริสตศตวรรษที่ 1หรือประมาณปี ค.ศ.80อัฒจันทร์เป็นรูปวงกลมก่อด้วยอิฐและหินทราย วัดโดยรอบได้ประมาณ 527เมตร สูง 57เมตร สามารถจุผู้ชมได้ประมาณ 50,000คนมีการออกแบบอย่างชาญฉลาดโดยสร้างให้สนามกีฬามีลักษณะเป็นรูปวงรี เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกเข้าใกล้นักกีฬาและมีการออกแบบทางระบายน้ำเพื่อไม่ให้ น้ำท่วมขังในสนามขณะเกิดฝนตก ถือเป็นต้นแบบของสนามกีฬาต่างๆในปัจจุบัน ในบางครั้งจะมีการเรียกชื่อ โคลิเซียม (Coliseum โดยในวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 โคลอสเซียมได้รับเลือกให้เป็น1ในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่

 

พระราชวังวาติกัน (Vatican Palace)

ตั้งอยู่ในกรุงโรม ประเทศอิตาลี เป็นศูนย์กลางการปกครองของศาสนาคริสต์เเละยังเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสันตปาปาประมุขฝ่ายศาสนาคริสต์ เป็นพระราชวังที่ใหญ่ที่สุดในโลกใช้ประกอบพิธีกรรม ทางศาสนาต่างๆเป็นงานสถาปัตยกรรมที่งดงามลวดลายวิจิตรด้วยฝีมือศิลปินชาว อิตาลีหลายคนหลายยุคสมัยกว้าง 289 ฟุต ยาว 486 ฟุต สูง 354 ฟุต มียอดปราสาทมากถึง 135 ยอด เเละห้องต่างๆมากถึงสี่พันห้องนับเป็นงานก่อสร้างที่งดงาม ภายในจะมีจุดสนใจของผู้ที่มาท่องเที่ยวก็คือ  รูปภาพ ปิเอต้า(Pieta) สร้างสรรค์โดย ไมเคิลแองเจโล่ เป็นศิลปะ สมัยยุดเรนาชองต์ ประดิษฐาน ขึ้นที่ มหาวิหารวิหารเซ็นต์ ปีเตอร์ในศตวรรษที่ 18 โดยเป็นภาพของพระแม่มารีย์ ทรงโอบอุ้มพระเยซูก่อนที่ท่านจะสิ้นใจนอกจากนั้นยังมีศิลปะหลายแขนง ให้เลือกชม มากมาย

 

น้ำพุเทรวี่ (Trevi Fountain)

เป็นน้ำพุที่สวยงามและมีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก ชื่อ เทรวี่นั้นมาจากคำว่าตรีวิอุมหมายถึงพบกันของถนนสามสาย เป็นอนุสรณ์สไตล์บารอค ออกแบบและก่อสร้างโดย นิโคลา ซาลวี่ ซึ่งองค์สมเด็จสันตะปาปา ครีเมนต์ที่ 12ได้มอบหมายให้สร้างขึ้นในปี 1732 การก่อสร้างดำเนินเรื่อยมาจนกระทั่งภายหลังการสิ้นพระชนม์สมเด็จสันตะปาปา ที่ เออร์บัน ที่ 8 ได้หยุดชะงักลง และดำเนินการสร้างต่อมาจนแล้วเสร็จในปี 1762 รวม ใช้เวลาทั้งสิ้น 30ปี ทางระบายน้ำ เวอร์โก้ บริเวณลานด้านหน้านั้นก่อสร้างมากว่า 2000ปี ครั้งสมัยโรมโบราณซึ่งปกครองโดยจักรพรรดิออกัสตัส ซึ่ง ตรงเวลา 19 ปี ก่อนคริสตศักราช รูปปั้นแกะสลักที่เลิศหรูอลังการที่อวดโฉมให้ผู้ไปเยือนได้ยลนั้นได้แนวคิด จากความยิ่งใหญ่ของเทพเจ้าเนปจูน เทพแห่งท้องทะเลว่ากันว่า หากใครที่ได้โยนเหรียญลงไปในน้ำ เขาหรือเธอผู้นั้นจะได้กลับมาเยือนอีกในสักวัน

  

มิลาน (Milan)
เป็นเมืองสำคัญในภาคเหนือของประเทศอิตาลีตั้งอยู่บริเวณที่ราบลอมบาร์ดี เมืองมิลานมีประชากร ประมาณ
1,308,500คนโดยถ้ารวมบริเวณรอบนอกและเขตปริมณฑลจะมีประมาณ 4 ล้านคน ซึ่งเรียกเขตทั้งหมดว่า ลากรันเดมีลาโน  มิลานมีพื้นที่ประมาณ 1,982 ตร.กม. ชื่อเมืองมิลาน มาจากภาษาเซลต์ คำว่า “Mid-lan” ซึ่งหมายถึง อยู่กลางที่ราบ เมืองมิลานมีชื่อเสียงในด้านแฟชันและศิลปะ ซึ่งมิลานถูกจัดให้เป็นเมืองแฟชันในลักษณะเดียวกับ นิวยอร์ก ปารีส ลอนดอน และ โรม นอกจากนี้มิลานยังเป็นที่รู้จักจากประเพณีคริสต์มาสที่เรียกว่า ปาเนตโตเน อุตสาหกรรม ผ้าไหม และแหล่งผลิตรถยนต์ อัลฟา โรมีโอ

 

วิหารดูโอโม่ (Duomo Cathedral)

ตั้งอยู่ที่จตุรัสกลางเมืองมิลานโบสถ์แห่งนี้ เป็นศิลปะสถาปัตยกรรมแบบโกธิคที่ยิ่งใหญ่สวยงามที่สุดในอิตาลีและใหญ่เป็น อันดับ 2 ของโลก โดยที่ไม่นับวิหารเซ็นต์ปีเตอร์ความยาว ประมาณ 157 เมตร สามารถจุคนได้ประมาณ ถึง 40,000 คนซึ่งใช้ระยะเวลาการก่อสร้างยาวนานกว่า 500 ปี (ค.ศ.1386 – 188) เป็นสิ่งก่อสร้างในยุคอาณาจักรโรมันรุ่งเรือง

 

The Vatican City (นครวาติกัน)  
วาติกัน ได้รับการยอมรับให้เป็นรัฐประเทศ เมื่อปี 1920 โดยมีพระสันตะปาปาเป็นประมุขของประเทศ โดยนครวาติกันตั้งอยู่ในใจกลางกรุงโรม รัฐคาธอลิกนี้ได้ชื่อว่าเป็นรัฐอิสระที่เล็กที่สุดในโลก นอกจากนี้ หากนับกันต่อตารางฟุตแล้ว วาติกันได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลกอีกด้วย โดยประชากรก็มีทั้งหมดเพียง 750 คนเท่านั้นเอง นครวาติกันเป็นที่เก็บรักษาทรัพย์สมบัติอันประเมินค่าไม่ได้มากมาย รวมถึงโบสถ์เซนต์ปีเตอร์ ที่ออกแบบโดยไมเคิลแองเจลโล (Michelangelo) The Sistine Chapel สถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาในพระราชวัง รวมถึงภาพวาดประดับผนังที่เป็นผลงานของจิตรกรเอกมากมาย อาทิ Michelangelo, Botticelli และ Perugino เพดานใน The Sistin chapel เอง ก็มีภาพวาดสวยงามหลายภาพ แต่ภาพที่มีได้รับการกล่าวถึงที่สุด มีชื่อว่า The Last Judgement ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาโดย Michelangelo ในปี 1508 และ 1512

 

The Forum  
สถานที่แห่งนี้ ในอดีตเป็นศูนย์กลางย่านการค้า การเมือง และศาสนาของกรุงโรมโบราณ ถูกสร้างมาแล้วไม่ต่ำกว่า 900 ปี ในอดีตอาคารหรือโบสถ์ต่างๆ ถูกสร้างเรียงต่อกันอย่างน่าทึ่ง และเป็นที่ชุมนุมกัน เพื่อฟังเรื่องซุบซิบนินทา และพบปะสังสรรค์กัน นักการเมืองก็ตามมาเจอกันเพื่อถกเถียงเรื่องบ้านเมือง น่าเสียดาย เมื่อยุคจักรวรรดิแห่งโรมเสื่อมลง สถานที่แห่งนี้ ก็ไม่ได้รับการซ่อมแซม และถูกปล่อยให้อาคารต่างๆ แตกหักและพังลงมา พลาดไม่ได้ที่ต้องแวะชม ก็คือ ซุ้มประตู เซปติมุส เซเวอรัส (the Arch of Septimus Severus), โบสท์แซทเทิร์น (Temple of Saturn), บ้านแห่งเวสทอล (House of the Vestals), โบสท์แอนโนนินุสและฟอสตินา (Temple of Antoninus & Faustina) และซุ้มประตูแห่งติตุส (the Arch of Titus)

 

โบสถ์ซานตามาเรีย เดอ กราซี (Santa Maria delle Grazie)

โบสถ์ ซานตา มาเรีย เดล กราซี สร้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ.1465 และ 1482 ออกแบบโดย กิลฟอร์ท โครงสร้างโบสถ์แต่ดั้งเดิมนั้นปัจจุบันเหลือเพียงรูปแบบของแท่นบูชา ห้องโถงกว้าง จากหน้าประตู และ ทางเดิน ซึ่งได้ใช้ศิลปะแบบโกธิค ลอมบาร์ค เป็นต้นแบบ นับแต่ปี ค.ศ.1490 เรื่อยมา ลูโดวิโก้ สโฟซ่า ได้ให้มีการปรับเปลี่ยน รูปแบบสถาปัตยกรรม เพื่อใช้เป็นสุสาน สำหรับครอบครัวของเขา ดยุคได้เล็งเห็นถึงความตั้งใจของเขาใน ซานตา มาเรีย เดอ กราซี และ เรียกงานของเขาว่าเป็นศิลปะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด โดยเขาได้มอบหมายให้ บรามันเต้ เป็นผู้สร้าง หน้ามุข ขึ้นแทนที่ แท่นบูชา ล๊โอนาโด ได้รับมอบหมาย ให้วาดภาพอาหารมื้อสุดท้าย ขณะเดียวกัน คริสโตโฟโร โซลารี่ ได้ให้มอบหมายให้แกะสลักฝาหลุมฝังศพของลูวิโก้และแบทริสภรรยาของเขาโดยให้ อยู่เป็นศูนย์กลางของบริเวณที่ขณะคณะขับร้องยืนภายในโบสถ์ทุกวันนี้สถานที่ แห่งนี้จัดเป็นสุดยอดของงานและความอลังการของศิลปะยุคเรอเนอซองส์ ของมิลาน แม้จะถูกปรับเปลี่ยนและถูกทำลาย

 

ฟลอเรนซ์ (Florence)

ฟีเรนเซ หรือ ฟลอเรนซ์ เป็นเมืองหลวงของแคว้นตอสกานาและจังหวัดฟีเรนเซ ใน ประเทศอิตาลีระหว่าง ค.ศ. 1865 ถึง ค.ศ. 1870 ฟีเรนเซก็เป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักรอิตาลี ฟีเรนเซตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำอาร์โน มีประชากรประมาณ 400,000 คนและอีก 200,000 คนในบริเวณปริมณฑล ฟีเรนเซในยุคกลางเป็นศูนย์กลางทางการค้าและทางการเงิน และถือกันว่าเป็นที่เกิดของยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา ตระกูลที่มีอำนาจการปกครองฟีเรนเซเป็นเวลานานคือตระกูลเมดิชิ นอกจากนั้นฟีเรนเซก็ยังมีชื่อว่าเป็นศูนย์กลางทางศิลปะและสถาปัตยกรรม ในยุคกลางฟีเรนเซเป็นที่รู้จักกันในนามว่าเอเธนส์ใจกลางเมืองเก่าของฟีเรนเซ ได้รับเลือกโดยองค์การยูเนสโกให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เมื่อปี ค.ศ.1982 (พ.ศ. 2525)

 

โบสถ์วิหาร ดูโอโม่ เมืองฟลอเรนซ์ (Ponte di Vecchio )

เป็นสถาปัตยกรรมที่สวยงาม แห่งหนึ่ง ในอิตาลี ผสมความลงตัวของศิลปะ ยุค ไมเคิลแองเจลโล อีกทั้งยังได้มีหอระฆังขนาดยักษ์ เคียงคู่หอคอย ในโบสถ์ด้วย  มีบันไดขึ้นไปชมวิวราว 414 ขั้น เพื่อให้ได้จุดที่สวย ชมวิวที่เหมาะสมกว่า เหมาะสำหรับผู้ที่มีความอดทนเท่านั้น

 

โบสถ์เมดิ ซี (Medici Chapel)

โบสถ์ เมดิซี เป็นส่วนหนึ่งของวิหาร เดอ ซาน โลเรนโซ่ เดอ ฟีราเซ่ ในนครฟลอเรนซ์ ประเทศ อิตาลี ส่วนหน้าไม่เคยสมบูรณ์ อย่างไรก็ตามก็ไม่อาจปฏิเสธความงดงามภายในวิหารและโบสถ์เมดิซีได้ วิหารแห่งนี้เป็นวิหารที่ใหญ่ที่สุดในนครฟลอเรนซ์และอยู่ใจกลางเมือง วิหาร เดอ ซานโลเรนโซ่ ได้รับการเสกในปี ค.ศ.393 และ 300 ปี ต่อมาได้รับการสถาปนาให้เป็นโบสถ์กลางเมือง และเป็นที่ประทับของบิชอบผู้นำศาสนา วิหารนี้ยังเป็นโบสถ์ท้องถิ่นของตระกูลเมดิซี หนึ่งในตระกูลของผู้มีอำนาจในช่วงราวศตวรรษที่ 13 และ 17 ทั้งนี้ตระกูลเมดิซี เป็นตระกูลที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมในยุคศิลปะเฟื่องฟู และยืนยันถึงความรุ่งเรืองของศิลปะ ดนตรี ของสังคมในยุคเรอเนอซองส์ ของอิตาลี กล่าวได้ว่าตระกูลเมดิซี มีความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นกับประวัติศาสตร์ของฟลอเรนซ์ โดยมีโบสถ์ เมดิซี เป็นดังพินัยกรรมตกทอดความสัมพันธ์จวบจนทุกวันนี้   ภายในวิหาร เดอ ซานโลเรนโซ่ ตกแต่งตามสไตล์เรอเนอซองส์พื้นที่ภายในเป็นที่โล่งกว้าง ใหญ่ อากาศปลอดโปล่ง เย็นสบาย และตกแต่ง เพดานไว้อย่างวิจิตรตระการตา ร่างของคนในตระกูลเมดิซี เกือบ 50 คน ถูกฝังอยู่ใต้ห้องใต้ดินของโบสถ์ การก่อสร้างโบสถ์ เมดิซี เริ่มนับแต่ภายหลังการตายของ กิลลาโน และ โลเรนโซ่ เดอ เมดิซี ทายาทหนุ่มทั้ง 2 ของตระกูลในปี 1516 และ 1519 อนุสรณ์พิธีฝังศพของโบสถ์ ดำริให้สร้างขึ้นโดยสันตะปาปา ครีเมนต์ที่ 12  ในปี ค.ศ.1520 ซึ่งอดีตเป็นสังฆราช กิลิโอ เดอเมดิซีและได้มอบหมายให้หนึ่งในศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ยุคเรอเนอซองส์ อย่างไมเคิลแองเจลโล เป็นผู้สร้างขึ้นระหว่าง ปี 1520 และ 1534

 

เวนิส (Venice)

เวนิส เป็นเมืองหลวงของแคว้นเวเนโต ประเทศอิตาลี มีประชากร 271,663 คน เมืองเวนิสได้รับฉายาว่า ราชินีแห่งทะเลอาเดรียตริก เมืองแห่งสายน้ำ เมืองแห่งสะพาน และ เมืองแห่งแสงสว่างเมืองเวนิส ถูกสร้างขึ้นจากการเชื่อมเกาะเล็กๆ จำนวนมากเข้าด้วยกันในบริเวณทะเลสาบเวนิเทีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทะเลอาเดรียตริก ในภาคเหนือของประเทศอิตาลี ทะเลสาบน้ำเค็มนี้ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งระหว่างปากแม่น้ำโปกับแม่น้ำพลาวิ มีผู้อยู่อาศัยโดยประมาณ 272,000 คน ซึ่งนับรวมหมดทั้งเวนิส โดยมี 62,000 คนในบริเวณเมืองเก่า 176,000 คนในเทอร์ราเฟอร์มา) และ 31,000 คนในเกาะอื่นๆ ในทะเลสาบ

 

หอเอนปิซา (Pisa Leaning Tower)
หอเอนปิซา ตั้งอยู่ที่เมืองปิชา ประเทศอิตาลี ซึ่งสร้างด้วยหินอ่อน สูง 181 ฟุต มี 8 ชั้น โดยเริ่มสร้างเมื่อ ค.ศ. 1174 เสร็จเมื่อปี ค.ศ.1350 ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 176 ปี  สำหรับหอเอนปิชานี้ภายในมีเสาหินอ่อนที่สลักลวดลายด้วยฝีมือจิตรกรชื่อดัง แห่งยุคที่สลักลวดลายไว้สวยงามมาก ส่วนสาเหตุที่เอียงนั้นเกิดขึ้นหลังจากเมื่อสร้างเสร้จแล้ว ฐานได้ทรุดไปข้างหนึ่ง เมื่อวัดดูปรากฏว่าเอียงออกจากแนวดิ่งของฐานถึง 14 ฟุต แต่ก็ยังไม่ล้ม ยังคงเอียงอยู่เช่นทุกวันนี้  ที่หอเอนปิซาแห่งนี้เป็นที่ที่กาลิเลโอขึ้นไปทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับแรงดึงดูดของโลก

เทศกาลสำคัญ

- เทศกาลคาร์นิวัลที่เมืองเวียเรจจีโอ แคว้นทัสกานี

เทศกาลคาร์นิวัล จัดในช่วงปลายเดือนมกราคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ จัดตามเมืองต่างๆ แต่ที่มีชื่อเสียงที่สุดอยู่ที่เมืองเวนิส แคว้นเวเนโต มีลักษณะของงานคือเน้นการแต่งการแฟนซีและสวมหน้ากาก

- เทศกาลทางศาสนา เช่น เทศกาลอีสเตอร์ ประกอบด้วยการเดินขบวนกู๊ดฟรายเดย์หรือเรียกว่าวันอาทิตย์อีสเตอร์ จัดขึ้นในช่วงรอยต่อระหว่างเดือนมีนาคมถึงเมษายน ภายในเทศกาลจะมีการเฉลิมฉลอง พระ   สันตะปาปาจะมีกระแสรับสั่งถึงคริสตศาสนิกชนในวันอาทิตย์อีสเตอร์ ซึ่งจัดขึ้นที่นครรัฐวาติกัน

- เทศกาลศิลปะและดนตรี (อิตาลี: Maggio Musicale Fiorentino) จัดขึ้นในเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน ที่เมืองฟลอเรนซ์ แคว้นทัสกานี

- เทศกาลโอเปร่า ที่เมืองเวโรนา แคว้นเวเนโต

- เทศกาลลดราคาสินค้าประจำปี จัดขึ้นทั่วประเทศในช่วงเดือนกรกฎาคม และเดือนต่อมาก็จะเป็นช่วงแห่งการพักร้อน ร้านค้าและกิจการในเมืองจะปิด และผู้คนจะไปพักร้อนตามทะเล

- เทศกาลฉลองฤดูกาลเก็บเกี่ยวองุ่นที่ใช้ทำไวน์

- เทศกาลภาพยนตร์ จัดที่เมืองฟลอเรนซ์ ในเดือนพฤศจิกายน

- พิธีมิสซา (ศีลมหาสนิท) ตามโบสถ์ต่างๆ และในคืนวันที่ 24 ธันวาคม สมเด็จพระสันตะปาปาจะเสด็จออกจากบนพระระเบียงมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ นครรัฐวาติกัน

    

เรื่องน่ารู้ของอิตาลี

อิตาลี ถือเป็นอีกประเทศที่มีชื่อเสียงในเรื่องของกาแฟ แต่จะมีทริคเล็ก ๆ สำหรับนักท่องเที่ยวในการดื่มกาแฟในประเทศอิตาลี

เมื่อต้องการดื่มกาแฟ ให้ไปสั่งกับบาร์เทนเดอร์โดยตรง และจ่ายเงินค่ากาแฟ ณ ตรงนั้นเลย

ชาวอิตาลีส่วนใหญ่จะดื่มกาแฟร้อนมากกว่ากาแฟเย็น

และหากต้องการดื่มเอสเปรสโซ่ ให้สั่งไปเลยว่า กาแฟ, คาเฟ (Caffe) ซึ่งชาวอิตาลีรู้จักกันดีว่า หมายถึงเอสเปรสโซ่

โปรดอย่าแปลกใจ ในปริมาณที่ได้รับ เอสเปรสโซ่ในอิตาลี จะเสริฟเป็นถ้วยเล็ก ๆ เหมาะสำหรับการดื่ม 2-3 ครั้งต่อ 1 ถ้วย

เฉพาะมื้อเช้าเท่านั้น ที่จะเสริฟกาแฟเพียงอย่างเดียว หากเป็นมื้ออื่น ๆ ร้านส่วนใหญ่จะเสริฟกาแฟหลังมื้ออาหา

หลากหลายเมนูของกาแฟในอิตาลี

Espresso >>> ชาวอิตาลีรู้จักกันดีในชื่อ Caffe จะเสริฟในปริมาณ 3 ออนซ์ หรือเป็นถ้วยเล็ก ๆ

Dopio >>> Double Espresso แต่ใช้น้ำเท่าเดิม

Ristretto >>> ปริมาณกาแฟเท่ากับ Espresso แต่ใช้น้ำน้อยกว่า

Lungo / Caffe Americano >>> ปริมาณกาแฟเท่ากับ Espresso แต่ใช้น้ำมากกว่า (ตรงกันข้ามกับ Ristretto)

Macchiato >>> เป็น Espresso ที่มีครีมนมอยู่ด้านบนของกาแฟ

Corretto >>> เป็น Espresso ที่ผสมเหล้า grappa

Cappuccino >>> เป็น Espresso ที่ผสม ครีมนม และฟองนม

Cappuccino scuro >>> เป็น Cappuccino ที่ใช้นมเพียงเล็กน้อย จะมีสีที่ดำกว่า

Cappuccino chiaro >>> เป็น Cappuccino ที่ใช้นมเยอะกว่าแบบธรรมดา จึงมีสีอ่อนกว่า

Caffe ‘ latte >>> เป็น Espresso ที่ผสมนมมากกว่า Cappuccino แต่จะใช้ฟองนมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

Latte macchiato >>> ประกอบด้วย Espresso 1 ช็อต และมีครีมนมด้านหน้า

 

Bernina Express เส้นทางการเดินรถไฟที่สวยที่สุดในยุโรป

เป็นเส้นทางการเดินรถไฟจากเมือง Chur ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ถึงเมือง Tirano ประเทศอิตาลี โดยจะผ่านเทือกเขา Swiss Alps จากเหนือสู่ใต้ และเป็นที่รู้จักกันดีสำหรับนักท่องเที่ยวว่าเป็นเส้นทางที่สวยที่สุดในยุโรป “Bernina Express จากพื้นน้ำแข็งสู่ต้นปาล์ม

ทิวทัศน์ของภูเขา, พื้นน้ำแข็ง และต้นปาล์มที่โบกสะบัดไปมา เป็นทิวทัศน์หลายๆคนอาจจะประหลาดใจว่าสามารถอยู่รวมกันได้อย่างไร แต่ความจริงแล้วคุณสามารถสัมผัสได้ เมื่อขึ้นรถไฟรถไฟสาย Albula และ Bernina ของ the Rhaetian Railway ซึ่งการเดินทางครั้งนี้ คุณได้ลอดผ่านอุโมงถึง 55 อุโมง, ข้ามสะพาน 196 สะพาน  และขึ้นเขาที่สูงขึ้น 70 มิลลิเมตรต่อ หนึ่งเมตร จนถึงจุดที่สูงที่สูดคือ Ospizio Bernina  ซึ่งสูงเหนือระดับน้ำทะเล 2,553 เมตร

นอกจากนี้คุณจะได้ชมทิวทัศน์บริเวณระหว่าง Thusis และ Tirano ที่ UNESCO ประกาศให้เป็นมกดกโลกตั้งแต่ฤดูร้อน ปี 2008 , Graubünden ซึ่งเป็นที่สวยงามมากของสวิสเซอร์แลนด์ วิวของเทือกเขาแอลป์นี้ คุณไม่สามารถชมได้ที่ไหน ดังนั้น Bernina Express จึงเป็นหนึ่งประสบการณ์ที่คุณไม่ควรพลาด

เส้นทางนี้จะเริ่มต้นจากเมือง Chur ไปจนถึงเมือง Tirano และหากคุณต้องการเดินทางต่อ คุณสามารถใช้บริการรถบัสจาก Tirano ไป Lugano ได้ เพียง CHF 31.00  ต่อคน

 

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.educatepark.com/italy/bernina-express.php

 

 

 

 




โปรแกรมการท่องเที่ยวต่างประเทศ

โปรแกรมท่องเที่ยว ทวีปเอเซีย article
โปรแกรมท่องเที่ยว ทวีปออสเตรเลีย
โปรแกรมท่องเที่ยว ทวีปแอฟริกา article
ข้อมูลการท่องเที่ยว ทวีปเแอฟริกา
ข้อมูลการท่องเที่ยว ทวีปเอเซีย article
ข้อมูลการท่องเที่ยว ประเทศโปรตุเกส
ข้อมูลการท่องเที่ยว ประเทศฮังการี
ข้อมูลการท่องเที่ยว ประเทศฝรั่งเศส