ReadyPlanet.com
dot
dot
ใบอนุญาตนำเที่ยวเลขที่ 11/03347
dot
bulletบริษัท ลายไทย ทรานสปอร์ต แอนด์ แทรเวล จำกัด
dot
ติดต่อสอบถาม จองทัวร์ โทร. 02-8878802 , 02-8878803 และ 02-8879680
dot
bulletHome Page หน้าแรก
bulletด่วน......สมัคร สมาชิก ลายไทย ออนไลน์ รับส่วนลด และ สิทธิพิเศษ มากมาย
dot
รายการท่องเที่ยว ในและต่างประเทศ
dot
bulletท่องเที่ยว ในประเทศ
bulletท่องเที่ยว ต่างประเทศ
bulletโปรโมชั่น ตั๋วเครื่องบิน ในประเทศ จากการบินไทย
bullet โปรโมชั่น ตั๋วต่างประเทศ
bulletโปรโมชั่น ตั๋วกรุ๊ป 10 ท่านขึ้นไป
dot
ขั้นตอน การใช้บริการ
dot
bulletวิธีการชำระเงิน
bulletวิธีการจอง บริการต่าง ๆ
dot
สิ่งที่ควรรู้ ก่อนเดินทางท่องเที่ยว
dot
bulletมือใหม่ นั่งเครื่องบิน
bulletอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา
bulletสภาพอากาศ ทั่วโลก
bulletสภาพอากาศ ทั่วไทย
bulletแผนที่ ทั่วไทย
bulletลิ้งค์ สำหรับนักท่องเที่ยว
bulletสถานทูตต่างประเทศ ในไทย
bulletเวลาทั่วโลก
bulletข้อมูล สายการบิน
bulletข่าวจากหนังสือพิมพ์
bulletประเทศ ที่ต้องขอวีซ่า
bulletประเทศที่ไม่ต้องขอวีซ่า
bulletตรวจสอบเวลาเครื่องบิน ขึ้น-ลง
bulletมีอะไรใน...สนามบินสุวรรณภูมิ
bulletสัญลักษณ์แปลกตา หน้าห้องน้ำ
dot
What's new
dot
bulletคำถามที่พบบ่อย
bulletSpecial Guest
bulletรู้ไว้ใช่ว่า เรื่องน่าสนใจทั่วโลก
dot
ชมภาพการเดินทางของลูกค้า
dot
bulletภาพลูกค้า ล่องเรือแม่น้ำเจ้าพระยา
bulletผู้บริหารระดับสูงจาก กระทรวงพลังงาน-ปตท.-ปตท.สผ.-กฟผ.-เอกซอน-HESS สัมมนาวิชาการที่ ประเทศลาว
bulletรวมภาพ ทริปลูกค้าลายไทย
dot
สื่อจากใจ ลายไทย เพื่อ คุณ
dot
bulletรายการแลกของรางวัล
bulletลายไทยนิวส์ ฉบับที่ 56/2558
bulletแผนที่ บ.ลายไทย


ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว บ.ลายไทย ทรานสปอร์ต แอนด์ แทรเวล

 

 



ฝรั่งเศส

 

ฝรั่งเศส

 

การเตรียมตัวก่อนการเดินทาง

สิ่งจำเป็นที่ต้องมีในกระเป๋าเดินทาง

1. กล้องถ่ายรูป สายชาร์จแบตเตอรี่ สายต่อจัมพ์คอมพิวเตอร์ ในกรณีที่คุณอยากโหลด รูปถ่ายไว้ใน แฟลชไดร์ฟ และตอนนี้ก็น่าจะจำเป็นมากๆ คือ พาวเวอร์ แบงค์ (เครื่องชาร์ตมือถือได้ทุกๆ ที่) เพราะสาวกสมาร์ทโฟนนั้นจำเป็นต้องใช้ชาร์ตบ่อยๆ แน่นอน

2. ปลั๋กไฟ ขากลม หรือปลั๊กไฟเอนกประสงค์ ที่สามารถใช้งานได้หลายแบบ

3. ยาประจำตัวของคุณ ยาดม ยาหม่อง ยาแก้เมารถ เมาเรือ เผื่อเอาไว้

4. ถุงเท้า รองเท้าเดินเที่ยว รองเท้าลำลอง

5. นาฬิกา หรือ โทรศัพท์ ที่มีเวลาบอก

 

Visa

ขั้นตอนการยื่นวีซ่าฝรั่งเศส

1.    เตรียมเอกสาร และใบสมัครที่กรอกข้อมูลเรียบร้อยแล้ว

2.    ลงทะเบียนและทำการนัดหมายผ่านตัวแทนสถานทูต (TLScontact)

3.    ไปยื่นวีซ่า ณ วันที่ได้นัดหมายไว้

4.    ชำระเงินค่าธรรมเนียม และยื่นเอกสาร ณ จุดตรวจรับเอกสาร

5.    รอผลการพิจารณาวีซ่า

 

ค่าธรรมเนียม วีซ่าฝรั่งเศส

 

ประเภทของ วีซ่าฝรั่งเศส

ค่าธรรมเนียม
(บาท)

ค่าบริการ TLS
(ตัวแทนสถานทูต)

วีซ่าเชงเก้น ฝรั่งเศส 
(วีซ่าท่องเที่ยวฝรั่งเศส 90 วัน)

2,490.00

1,200.00

วีซ่านักเรียน ฝรั่งเศส 
(พำนักระยะยาวมากกว่า 90 วัน)

4,108.00

1,200.00

วีซ่าสนามบิน ฝรั่งเศส

2,490.00

1,200.00

วีซ่าพำนักระยะสั้นที่เขตอำนาจของฝรั่งเศส

2,490.00

1,200.00

วีซ่าพำนักระยะสั้นที่เขตแดนชุมชนในอำนาจของฝรั่งเศส

373.00

1,200.00

วีซ่ารับบุตรบุญธรรม

622.00

1,200.00

 

* ค่าธรรมเนียมวีซ่าชำระเป็นเงินบาทเท่านั้น ทั้งนี้ค่าธรรมเนียมอาจมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับความผันผวนของสกุลเงิน และไม่มีการคืนเงินทุกกรณี

** ค่าธรรมเนียม TLS คือค่ารับยื่นวีซ่าจากทางสถานทูตฝรั่งเศส มิใช่ค่าบริการจากทางบริษัท

 

ระยะเวลาสำหรับการดำเนินการขอวีซ่า

- วีซ่าเชงเก้นประเภทพำนักระยะสั้น ไม่เกิน 90 วัน ใช้เวลาประมาณ 6-10 วันทำการ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับช่วงหน้าเทศกาลหรือช่วงปกติ

- วีซ่านักเรียน (พำนักระยะยาว มากกว่า 90 วัน) ใช้เวลาประมาณ 15-20 วันทำการ

 

ข้อมูลทั่วไป

ฝรั่งเศส (ฝรั่งเศส: France) หรือ สาธารณรัฐฝรั่งเศส (ฝรั่งเศส: République Française) เป็นประเทศที่มีศูนย์กลางตั้งอยู่ในภูมิภาคยุโรปตะวันตก ทั้งยังประกอบไปด้วยเกาะและดินแดนอื่น ๆ ในต่างทวีป ประเทศฝรั่งเศสแผ่นดินใหญ่ทอดตัวตั้งแต่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนจนถึงช่องแคบอังกฤษและทะเลเหนือ และจากแม่น้ำไรน์จนถึงมหาสมุทรแอตแลนติก ชาวฝรั่งเศสมักเรียกแผ่นดินใหญ่ว่า หกเหลี่ยม (L'Hexagone) เนื่องจากรูปทรงทางกายภาพของประเทศ ประเทศฝรั่งเศสปกครองด้วยระบอบกึ่งประธานาธิบดี โดยยึดอุดมการณ์จากปฏิญญาว่าด้วยสิทธิของมนุษย์และของพลเมือง

เมืองหลวง: ปารีส

ที่ตั้งอาณาเขต

ฝรั่งเศสมีพื้นที่ 550,000 ตารางกิโลเมตร นับเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรปตะวันตก (ประมาณเกือบหนึ่งในห้าของพื้นที่ของสหภาพยุโรป) อีกทั้งยังมีพื้นที่ชายฝั่งทะเลที่กินอาณาบริเวณกว้างขวาง (เขตเศรษฐกิจจำเพาะมีพื้นที่ทั้งสิ้น 11 ล้านตารางกิโลเมตร)

 

ลักษณะภูมิประเทศ

ขณะที่ประเทศฝรั่งเศสภาคพื้นทวีปยุโรป (La Métropole หรือ France métropolitaine) ตั้งอยู่ในภูมิภาคยุโรปตะวันตก ฝรั่งเศสก็ยังมีดินแดนที่ตั้งอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ ทะเลแคริบเบียน อเมริกาใต้ มหาสมุทรอินเดียทางตะวันตกและทางใต้ มหาสมุทรแปซิฟิกใต้ รวมทั้งบางส่วนในทวีปแอนตาร์กติกาอีกด้วย (การอ้างสิทธิเหนือดินแดนในแอนตาร์กติกาไม่ได้รับการยอมรับจากหลายประเทศ ดู สนธิสัญญาแอนตาร์กติก)

ประเทศฝรั่งเศสภาคพื้นทวีปยุโรปนั้นมีพื้นที่ 543,935 ตารางกิโลเมตร (210,013 ตารางไมล์) ทำให้ประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มสหภาพยุโรป ซึ่งใหญ่กว่าประเทศสเปนเพียงนิดเดียว ประเทศฝรั่งเศสมีพื้นที่ครอบคลุมลักษณะภูมิประเทศที่หลากหลายมาก ตั้งแต่ที่ราบชายฝั่งในภาคเหนือและตะวันตก ซึ่งติดกับทะเลเหนือและมหาสมุทรแอตแลนติก ไปจนถึงเทือกเขาแอลป์ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ ที่ราบสูงมาซิฟซ็องทราลทางภาคใต้ตอนกลางและเทือกเขาพิเรนีสทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ ประเทศฝรั่งเศสยังมีจุดที่สูงที่สุดในทวีปยุโรปตะวันตกคือ ยอดเขามงบล็อง (Mont Blanc) ซึ่งสูง 4,807 เมตร (15,770 ฟุต) ตั้งอยู่บนเทือกเขาแอลป์บริเวณชายแดนประเทศฝรั่งเศสและอิตาลี

ประเทศฝรั่งเศสภาคพื้นทวีปยุโรปยังมีแม่น้ำต่าง ๆ ที่สำคัญอีกมากมาย เช่น แม่น้ำลัวร์ แม่น้ำการอน แม่น้ำแซน และแม่น้ำโรนซึ่งแบ่งที่ราบสูงมาซิฟซ็องทราลออกจากเทือกเขาแอลป์อีกด้วย โดยไหลลงทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่กามาร์ก ซึ่งเป็นจุดที่ต่ำที่สุดในประเทศฝรั่งเศส (เมตร หรือ 6.5 ฟุต จากระดับน้ำทะเล) และยังมีกอร์ส (คอร์ซิกา) ตั้งอยู่บนชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

พื้นที่ของประเทศฝรั่งเศส รวมทั้งจังหวัดและดินแดนโพ้นทะเล (ไม่รวมดินแดนอาเดลี) คือ 674,843 ตารางกิโลเมตร (260,558 ตารางไมล์) นับเป็น 0.45% ของพื้นแผ่นดินโลกทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตามประเทศฝรั่งเศสครอบครองพื้นที่เขตเศรษฐกิจจำเพาะเป็นอันดับสองของโลก ด้วยเนื้อที่ 11,035,000 ตารางกิโลเมตร (4,260,000 ตารางไมล์) นับเป็น 8% ของพื้นที่เขตเศรษฐกิจจำเพาะทั้งหมดในโลก ตามหลังสหรัฐอเมริกา ไปเพียง 316,000 ตารางกิโลเมตร และนำประเทศออสเตรเลียกว่า 2,886,750 ตารางกิโลเมตร

 

แผนที่ดินแดนของฝรั่งเศส

ประเทศฝรั่งเศสภาคพื้นทวีปยุโรปตั้งอยู่ระหว่าง 41° and 50° เหนือ บนขอบทวีปยุโรปตะวันตกและตั้งอยู่ในภูมิอากาศเขตอบอุ่นเหนือ ทางภาคเหนือและตะวันตกเฉียงเหนือมีสภาพภูมิอากาศเขตอบอุ่น แต่กระนั้นภูมิประเทศและทะเลก็มีอิทธิพลต่อภูมิอากาศเหมือนกัน ละติจูด ลองจิจูดและความสูงเหนือระดับน้ำทะเลทำให้ประเทศฝรั่งเศสมีภูมิอากาศแบบคละอีกด้วย ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้มีสภาพภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน ภาคตะวันตกส่วนมากจะมีปริมาณน้ำฝนสูง ฤดูหนาวไม่มากและฤดูร้อนเย็นสบาย ภายในประเทศภูมิอากาศจะเปลี่ยนไปทางภาคพื้นทวีปยุโรป อากาศร้อน มีมรสุมในฤดูร้อน ฤดูหนาวหนาวกว่าเดิมและมีฝนตกน้อย ส่วนภูมิอากาศเทือกเขาแอลป์และแถบบริเวณเทือกเขาอื่น ๆ ส่วนมากมักจะมีภูมิอากาศแถบเทือกเขา ด้วยอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็งกว่า 150 วันต่อปีและปกคลุมด้วยหิมะกว่า 6 เดือน

 

ประวัติศาตร์ฝรั่งเศส

ชาวฝรั่งเศสสืบเชื้อสายมาจากพวกโกลในศตวรรษที่ 1จากนั้นตกมาอยู่ใต้การปกครองของพวกแฟรงก์ (ชื่อประเทศ Franceมาจากคำว่าแฟรงก์เช่นกัน) ปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ที่มีบันทึกว่าเริ่มในศตวรรษที่ 5เมื่อพระเจ้าชาร์เลอมาญตั้งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ใน ค.ศ. 843 ก็มีอาณาเขตครอบคลุมทั้งฝรั่งเศสและเยอรมนี ราชสำนักฝรั่งเศสขึ้นสู่จุดสูงสุดในรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งในยุคนี้ฝรั่งเศสได้เป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในยุโรป และมีอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ ศิลปะ และวัฒนธรรมต่อยุโรปเป็นอย่างมากฝรั่งเศสปกครองด้วยระบอบกษัตริย์จนถึงการปฏิวัติฝรั่งเศสใน ปี ค.ศ. 1792 จึงเปลี่ยนมาใช้ระบอบสาธารณรัฐ หลังจากนั้นนโปเลียน โบนาปาร์ตได้ตั้งตัวเองเป็นจักรพรรดิและรุกรานประเทศอื่น ๆ ในทวีปยุโรป เมื่อ นโปเลียนพ่ายแพ้ ฝรั่งเศสจึงกลับมาใช้ระบบสาธารณรัฐ อีกครั้ง เรียกว่ายุคสาธารณรัฐที่สองแต่ก็อยู่ได้ไม่นานเพราะหลุยส์ นโปเลียน หลานลุงของนโปเลียนได้ยึดประเทศและตั้งจักรวรรดิที่สองอีกครั้ง

ตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 ถึง ทศวรรษที่ 60 ซึ่งเป็นยุคล่าอาณานิคม จักรวรรดิฝรั่งเศสมีพื้นที่ใหญ่มาก โดยช่วงที่ใหญ่ที่สุดคือช่วงยุคทศวรรษที่ 20 ถึง 30 ซึ่งมีกว่า 12,898,000 ตารางกิโลเมตร และเป็นจักรวรรดิอันดับสองของโลก รองมาจากจักรวรรดิอังกฤษ
ฝรั่งเศสได้รับความบอบช้ำอย่างหนักจากสงครามโลกทั้งสองครั้ง ปัจจุบันใช้การปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบที่มีทั้งประธานาธิบดี และนายกรัฐมนตรี (เรียกยุคสาธารณรัฐที่ห้า) ทศวรรษที่ผ่านมาฝรั่งเศสและเยอรมนีเป็นผู้นำของการรวมตัวตั้งประชาคมยุโรป ซึ่งพัฒนามาเป็นสหภาพยุโรปในปัจจุบัน

 

ลักษณะภูมิอากาศ

ในฝรั่งเศสนับเป็นข้อได้เปรียบประการหนึ่งทางด้านการท่องเที่ยวโดยทั่วไปสามารถแบ่งเขตอากาศในฝรั่งเศส
ออกเป็น4เขตใหญ่ๆคือ

- เขตอากาศแบบมหาสมุทรทางภาคตะวันตกของประเทศ ได้แก่ พื้นที่ Bayonne ถึง Lille ซึ่งมีความชื้นสูง เย็นสบายในช่วงฤดูร้อน

- เขตอากาศแบบกึ่งแผ่นดินใหญ่ ได้แก่ พื้นที่ Alsace Lorraine พื้นที่ตามแนวแม่น้ำ Rhône และพื้นที่ภูเขา (Alpes - Pyrenees - Massif Central) ซึ่งหนาวมากในฤดูหนาว และค่อนข้างร้อนในฤดูร้อน

- เขตอากาศแบบปานกลางซึ่งหนาวเย็นในฤดูหนาวและอบอุ่นใน ฤดูร้อน ได้แก่ ภาคเหนือของประเทศ พื้นที่ปารีสและปริมณฑล และในเขตตอนกลางประเทศ

- เขตอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งไม่หนาวมากนักในฤดูหนาว แต่ร้อนมากในฤดูร้อน

 

ประชากร

ปัจจุบันมีประชากรประมาณ 64.5 ล้านคน 

 

ศาสนา

ศาสนา คริสต์ (90% โรมันคาธอลิค) นอกจากนั้นโปรเตสแตนท์ (2%) ยิว (1%) มุสลิม (5-10%) ไม่นับถือศาสนา 4% 

 

ภาษา

ฝรั่งเศสมีภาษาของตัวเองซึ่งก็คือภาษาฝรั่งเศส การไปท่องเที่ยวที่ฝรั่งเศสนั้นอาจจะมีปัญหาในเรื่องภาษาบ้าง เนื่องจากป้ายบอกทางหรือข้อมูลส่วนใหญ่จะเป็นภาษาฝรั่งเศส นอกจากนี้คนฝรั่งเศสนั้นไม่ได้พูดภาษาอังกฤษได้ทุกคน และถึงแม้บางคนจะพูดภาษาอังกฤษได้ แต่ก็เลือกที่จะไม่พูดถ้าไม่จำเป็นจริงๆ

 

วันชาติ

14 กรกฎาคม

 

สกุลเงิน

ใช้สกุลเงิน ยูโร (€) (EUR)เป็นสกุลเงินที่ประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป 13 ประเทศตกลงใช้ร่วมกัน

1 ยูโรแบ่งออกเป็น 100 เซนต์ แต่ชื่อเรียกของเซนต์อาจแตกต่างกันในแต่ละประเทศ

เหรียญ: 1 เซนต์, 2 เซนต์, 5 เซนต์, 10 เซนต์, 20 เซนต์, 50 เซนต์, €1, €2

ธนบัตร: €5, €10, €20, €50, €100, €200, €500

 

เวลา

ฝรั่งเศสใช้เวลา GMT+1 เป็นเวลามาตรฐานและ GMT+2 ในช่วงฤดูร้อน ทำให้เวลาของฝรั่งเศสช้ากว่าไทย 6 ชั่วโมงในเวลามาตรฐานและ 5 ชั่วโมงในฤดูร้อน ในช่วงหน้าร้อนนั้นกลางวันจะยาวมาก พระอาทิตย์ขึ้นตั้งแต่ก่อนตี 5 และตกประมาณ 3 ทุ่ม ส่วนในหน้าหนาวนั้นพระอาทิตย์ขึ้นหลัง 6 โมงเช้าและตกประมาณ 5 โมงเย็น

 

เวลาทำการ
หากเป็นสถานที่ประกอบการทั่วไป จะเปิดทุกวันจันทร์-เสาร์ เวลาประมาณ 09.00-18.00 น. โดยจะหยุดพักกลางวัน 1-2 ชั่วโมง ส่วนไปรษณีย์ เปิดวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00-19.00 น. วันเสาร์เปิดเวลา 08.00-12.00 น. แต่ถ้าเป็นธนาคาร จะเปิดให้บริการในวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-16.30 น. สำหรับร้านค้าหรือห้างสรรพสินค้า เปิดวันจันทร์-เสาร์ ตั้งแต่เวลา 09.00-18.00 น. สุดท้ายวันอาทิตย์จะเป็นวันที่ทุกคนต่างหยุดพักผ่อนกัน คงมีเฉพาะร้านที่ย่าน Marais (มาเคร่ส์) เท่านั้น

 

ระบบไฟฟ้า

ฝรั่งเศสใช้ระบบไฟฟ้าเหมือนประเทศไทยคือเป็นแบบ 220 โวลต์ บางที่ก็เป็นปลั๊กสองตา บางที่ก็เป็นปลั๊กชนิดสามขา เพราะฉะนั้น จำเป็นต้องเตรียมปลั๊กเสียบ หรือ Adapter มาจากเมืองไทย จะได้สามารถใช้ปลั๊กได้ทั้ง 2 แบบ

  

น้ำประปา 

ระบบน้ำประปาในฝรั่งเศสสะอาดจนสามารถดื่มจากก๊อกได้เลย แต่ถ้าน้ำจากก๊อกที่ไหนไม่สะอาดพอ จะมีป้ายบอกไว้เสมอว่าไม่สามารถดื่มได้ หรือคำว่า "eau non potable"

 

โทรศัพท์ 

บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ 008

คิดอัตราเดียวตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีการแบ่งภาคเวลา โดยอัตรา 008 จะขึ้นอยู่กับประเทศปลายทาง สามารถเลือกดูในแต่ละประเทศปลายทางที่ต้องการ

- สำหรับการโทร 008 จากโครงข่ายอื่น อัตราค่าบริการขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการและประเทศปลายทางที่โทร

- อัตรา 008 (บาท / นาที) อาจเปลี่ยนแปลงโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า

 

ระบบโทรศัพท์ 

การโทรจากประเทศไทยไปยังฝรั่งเศส รหัสโทรทางไกล , ตามด้วยรหัสประเทศ 33, ตามด้วย City Code + The Number

เว็ปไซต์สำหรับเช็ครหัสเมืองของฝรั่งเศส Country Codes : France

 

โทรศัพท์

หากต้องการโทรศัพท์จากประเทศไทยไปยังประเทศฝรั่งเศส ให้กดหมายเลข 001 33 + หมายเลขโทรศัพท์ 9 ตัวของผู้ที่คุณต้องการติดต่อในฝรั่งเศส (ไม่ต้องกด 0 ตัวแรก)
หากต้องการโทรศัพท์ติดต่อภายในประเทศฝรั่งเศส ให้กดหมายเลขโทรศัพท์ทั้ง 10 ตัว ซึ่งจะขึ้นต้นด้วย 0 เสมอ
หากต้องการโทรศัพท์ทางไกลจากฝรั่งเศสไปยังต่างประเทศ ให้กด 00 + รหัสของประเทศปลายทาง (66 สำหรับประเทศไทย) + หมายเลขโทรศัพท์ของผู้ที่ต้องการติดต่อ
สามารถซื้อบัตรโทรศัพท์ทุกประเภท (บัตรสำหรับตู้สาธารณะ บัตรเติมเงินสำหรับโทรศัพท์มือถือ บัตรวัน-ทู-คอล…) ได้ที่ที่ทำการไปรษณีย์ทุกสาขา ร้าน Tabac (ซึ่งขายบุหรี่ หนังสือและของจิปาถะทั่วไป) หรือตามร้านขายของที่ระลึก
ฝรั่งเศสมีเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ 3 ระบบที่ให้บริการครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ หากคุณต้องการนำโทรศัพท์มือถือของคุณมาใช้ในฝรั่งเศส ควรติดต่อสอบถามที่ศูนย์บริการระบบโทรศัพท์ของคุณก่อนออกเดินทาง

 

การให้ทิป

เคล็ดลับไม่ได้คาดว่าในฝรั่งเศสตั้งแต่ค่าบริการจะรวมอยู่ในใบเรียกเก็บเงิน แต่คนฝรั่งเศสมักจะออกจากการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ หลังการชำระเงินหรือหนึ่งหรือ 2 €ถ้าพวกเขามีความพึงพอใจกับคุณภาพของการบริการ

 

แหล่งช็อปปิ้ง
ปารีสได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงแฟชั่นของโลก ดังนั้นจึงเป็นแหล่งรวมของเสื้อผ้าอาภรณ์สุดหรู

ถ้าคุณสนใจผลงานของนักออกแบบระดับโลก ต้องไม่พลาดไปเดินที่ย่านแฟชั่นถนน Montaigne (Yves Saint Laurent, Christian Dior… ), Faubourg Saint-Honoré (Hermès, Gucci) หรือที่ย่าน Madeleine, Saint-Sulpice, Sèvres-Babylone, Grenelle, Cherche-Midi, Saints-Pères (Versace, Sonia Rykiel…)

นอกจากนี้ปารีสยังเป็นสถานที่แสดงฝีมือของนักออกแบบรุ่นใหม่ที่กำลังมาแรงอีกหลายคน เช่น Agnès B., Claudie Pierlot (ย่าน Les Halles, Saint-Sulpice), Kenzo (Place des Victoires), Ventilo

 

สินค้าปลอดภาษี
นักท่องเที่ยวที่มีถิ่นพำนักอยู่นอกสหภาพยุโรปมีสิทธิ์ได้รับการยกเว้นภาษี 12% เมื่อซื้อสินค้าบางประเภท โดยมูลค่าสินค้าที่ซื้อจะต้องเกินกว่า 182.94 ยูโร (รวมภาษีแล้ว) และเป็นการใช้จ่ายในวันเดียวกันและในห้างร้านเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะซื้อสินค้าคุณควรสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนในการยกเว้นภาษีที่ร้านนั้นๆ เสียก่อน

 

ห้างสรรพสินค้า
ห้างเด่นดังที่คู่กันมากับปารีส ได้แก่ Le Printemps, Les Galeries Lafayette, Le Bon Marché, La Samaritaine, Le BHV ซึ่งบางห้างมีสาขาตั้งอยู่ตามเมืองสำคัญๆ ของฝรั่งเศสเช่นกัน
ห้างเหล่านี้มีสินค้าหลายหลากยี่ห้อ และมีสิ่งของทุกประเภทไว้ล่อตาล่อใจนักช้อปปิ้ง

 

ตลาดของเก่า
ตลาดนัดขายยองเก่าที่ผู้คนนิยมไปเดินกันที่ปารีสมี 2 แห่ง ตั้งอยู่แถบชานเมืองที่เรียกกันว่า Porte de Vanves และ Porte de Saint-Ouen (ซึ่งกว้างขวางใหญ่โตและน่าเดินมาก)

 

ตลาดหนังสือเก่า
แผงขายหนังสือที่ตลาดนี้จะตั้งเรียงรายกันอยู่ที่ริมกำแพงบนถนนเรียบแม่น้ำแซนในย่าน Saint-Michel สินค้าที่นี่จะมีทั้งหนังสือเก่า หนังสือมือสอง การ์ตูน โปสการ์ด… ทุกประเภททุกสมัยและทุกราคาให้เลือกซื้อหา และคุ้มค่าแม้เพียงเดินชม

 

ตลาดนัด
คงไม่มีอะไรในโลกนี้ที่สนุกไปกว่าการเดินตลาดนัด เพราะคุณจะเพลินตาไปกับสีสันและได้สัมผัสกลิ่นอายของท้องถิ่นได้เต็มที่ ในปารีสมีตลาดนัดที่น่าไปเดินเล่นหลายแห่ง เช่น ตลาดดอกไม้สดและตลาดขายนกสวยงามบนเกาะกลางแม่น้ำแซน ตลาดสินค้าสุขภาพและตลาดผักผลไม้ขายของสดซึ่งมีอยู่ตามชุมชนต่างๆ เป็นที่พบปะสังสรรค์ของผู้คนในบรรยากาศที่เป็นกันเอง ชวนให้คิดถึงเมื่อตอนตามคุณแม่ไปจ่ายตลาดเมื่อครั้งยังเด็ก

ที่มา: http://www.ambafrance-th.org/th/article.php3?id_article=697

 

อาหาร

อาหารการกิน

ชีวิตประจำวัน

ชาวฝรั่งเศสรับประทานอาหารวันละ 3 เวลา มื้อเช้าตั้งแต่เวลาประมาณ 7.00 น. – 9.00 น. โดยมีเครื่องดื่มร้อน (กาแฟ ชา หรือช็อคโกแลต) และครัวซองต์ หรือขนมปังกับเนย แยมผลไม้ อาหารกลางวันเริ่มตั้งแต่เที่ยงถึง 14.00 น. ถือเป็นอาหารมือสำคัญ โดยปกติจะเริ่มด้วยสลัดหรืออาหารเรียกน้ำย่อย จากนั้นเป็นอาหารจานหลักและของหวาน ตบท้ายด้วยกาแฟเอ็กซ์เพรสโซเข้มข้นหอมกรุ่น และอาหารมื้อค่ำเริ่มรับประทานกันประมาณเวลา 20.00 น. ส่วนอาหารว่าง (ประมาณ 16.00 น.) ตามธรรมดาแล้วมีแต่เฉพาะเด็กๆ ที่กำลังโตเท่านั้นที่เรียกหา แต่ผู้ใหญ่หลายคนก็อดไม่ได้ที่จะต้องหาน้ำชา กาแฟมาดื่มคู่กับขนมเค้กรสอร่อยชนิดต่างๆ ในช่วงบ่าย

 
ร้านอาหาร

ประเทศฝรั่งเศสมีร้านอาหารให้เลือกทุกประเภท ตั้งแต่ร้านเล็กๆ ที่บรรยากาศเป็นกันเองจนถึงภัตตาคารสุดหรู นอกจากนั้นยังมีร้านอาหารประเภทโรงเบียร์ ร้านอาหารท้องถิ่น ร้านน้ำชากาแฟกับขนมอบต่างๆ ในร้านอาหารทุกแห่ง น้ำเปล่า (ที่เสิร์ฟมาเป็นเหยือก) และขนมปังจะคิดรวมอยู่กับค่าอาหารเช่นเดียวกับค่าบริการ แต่ก็ยังเป็นธรรมเนียมที่จะต้องให้ค่าทิปแก่พนักงานบริการ

นอกเวลาปกติ

ร้านอาหารส่วนใหญ่เปิดเวลา 12.00 น. – 15.00 น. และ 19.00 น. – 23.00 น. แต่บางแห่งอาจปิดดึกกว่านั้น เช่น ร้านเบียร์และร้านอาหารบริเวณโดยรอบสถานีรถไฟ ส่วนตามเมืองใหญ่ๆ จะมีร้านขายของเบ็ดเตล็ดและอาหารเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งเปิดจนถึงเที่ยงคืน ตอนกลางวันหากรู้สึกหิวขึ้นมากระทันหันสามารถหาอะไรรองท้องได้ตลอดเวลาตาม ร้านขายแซนด์วิช แม็คโดนัลหรือร้านเบียร์บางแห่ง

 

ข้อควรทราบ มารยาทและข้อควรกระปฏิบัติและไม่ควรปฏิบัติ

1.คุณสามารถกล่าวทักทายว่าบง ชู (Bonjour)ซึ่งหมายถึงสวัสดีตอนเช้า หรือ บงซัว (Bonsoir)ที่หมายถึงสวัสดีตอนเย็น และกล่าวลาเมื่อจะจากไปด้วยคำว่า "โอ(เครอ)วัว(Au revoir)"ที่แปลว่า ลาก่อนและกล่าวขอบคุณว่า "แม็กซิ (Merci)
2. วิธีทักทายสำหรับคนที่รู้จักกันนั้นคือการแลกจูบแก้มซึ่งกันและกันไม่ว่า คู่ทักทายของคุณจะเป็นหญิงหรือชาย ตามงานพิธีต่างๆ ชาวฝรั่งเศสใช้วิธีชนแก้มกันทั้งสองข้าง ว่ากันว่าชาวปารีสนิยมแนบแก้มกันถึง 4 ครั้ง ถ้าเป็นเมืองนอกเขตปารีสทำเพียง 2 ครั้ง
3. เมื่อไปรับประทานอาหารตามภัตราคารอย่าตะโกนเรียกบริหรว่า"กา ร์ซ็อง(garcon)"ที่ตรงกันกับภาษาอังกฤษว่าboy ซึ่งในภาษาฝรั่งเศสถือ ว่าไม่สุภาพ ควรเรียกว่าเมอซิเออร์ และกล่าวคำว่า ซิล วู เปล ซึ่งแปลว่ากรุณา เวลาสั่งอาหารหรือขออะไรเพิ่มเติมจึงถือว่าสุภาพและควรถอดหมวก เสื้อคลุม โอเวอร์โค๊ดหรือแจ้กเก็ต เพื่อแสดงความเคารพต่อสถานที่ก่อนทุกครั้ง
4. สนามหญ้าในฝรั่งเศสมีไว้ให้ดู และชื่นชมความเขียวชอุ่ม ห้ามแตะต้องเด็ดขาด ยกเว้นตามสนามหญ้าที่เปิดเป็นสาธารณะ หากคุณละเมิดกฏเข้าไปในสนามหญ้าซึ่งมีป้าย pelouse interdite แปลว่า สนามหญ้าห้ามเข้า กำกับอยู่ ถือว่าคุณทำผิดกฏหมาย 
5. เมื่อชาวฝรั่งเศสต้องการโบกมือลาเขาจะยกมือพร้อมกับขยับนิ้วขึ้นลง ๆ
6. รถแท็กซี่ในฝรั่งเศสนั่งได้ 3 คน เฉพาะที่ตรงด้านหลังคนขับเท่านั้นที่นั่งด้านขวามือข้างหน้าคู่กับคนขับ นั้น มักไว้ให้เป็นที่นั่งของสัตว์เลี้ยง

 

ข้อพึงระวัง

ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางไปเยือนปีละกว่า 60 ล้านคน โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวระหว่างเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม ซึ่งควรระวังดังนี้ 
1. ไม่ควรพกเงินสดติดตัวเป็นจำนวนมาก
2. ไม่ควรสวมใส่เครื่องประดับราคาแพงเกินจำเป็น เพราะท่านอาจตกเป็นเป้าหมายของมิจฉาชีพได้
3. ถ่ายสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หนังสือเดินทาง และหน้าวีซ่าแยกเก็บไว้เป็นหลักฐาน เพื่อใช้ประโยชน์ในการทำหนังสือเดินทางในกรณีเอกสารต่าง ๆ ดังกล่าวสูญหาย
4. ไม่ควรทิ้งสิ่งของมีค่าไว้ในตู้นิรภัยในห้องพักของโรงแรมขณะที่ท่านไม่อยู่ ควรเก็บรักษาไว้ในที่ปลอดภัย มิดชิด และมีพยานรับรู้
5. ระมัดระวังทรัพย์สินเมื่ออยู่ที่ท่าอากาศยานบริเวณรถไฟใต้ดิน และเขตที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวไทยสูญเสียทรัพย์สินแก่กลุ่มมิจฉาชีพกลุ่มต่าง ๆ อาทิ นักล้วงกระเป๋า หรือถูกหลอกลวงในลักษณะต่าง ๆ เสมอมา
6. ระมัดระวังตัวเองและหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง เนื่องจากมีรายงานและข่าวเกี่ยวกับกลุ่มอันธพาลวัยรุ่นทำร้ายนักท่องเที่ยวโดยไร้เหตุผล 

 

ช่วงเวลาที่ควรไปเที่ยว

หากอยากไปเที่ยวปารีสให้สนุกนั้น ฉันว่าไปฤดูไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ฤดูหนาว (22 ธ.ค.-21 มี.ค.) เพราะเมื่อดูจากตัวเลขอุณหภูมิเฉลี่ยที่ 1-5 องศาฯ แล้ว มันคงหนาวจับใจอย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเราทนไม่ไหวแน่ๆ ขนาดแค่ 20 องศาฯ กว่าๆ ในห้องทำงานเราก็หนาวจะแย่แล้ว แต่ถ้าอยากไปท้าหนาว งานนี้ต้องต้องเตรียมเสื้อผ้าหนาๆ ที่ใส่ซ้อนกันได้หลายๆ ชั้น พร้อมเสื้อแจ็กเก็ต เสื้อโค้ต และลองจอห์นด้วย ไม่งั้นอาจมีเฮได้อยู่แต่ในที่พัก เนื่องจากอากาศช่วงนี้เย็นสุดขั่วจริงๆ (1-5 องศาฯ) สำหรับใครอยากไปเห็นต้นไม้ดอกไม้กำลังผลิดอกออกใบ โดยเฉพาะดอกทิวลิปก็ต้องไปช่วงฤดูใบไม้ผลิ (22 มีนาคม-21 มิถุนายน) และด้วยอุณหภูมิที่เย็นฉ่ำประมาณ 10-18 องศาฯ เสื้อผ้าที่เตรียมไปจึงไม่ต้องหนามาก เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว แจ็กเก็ตหนาพอดีๆ ผ้าพันคอสักผืน และถุงมืออีกคู่ก็เอาอยู่แล้วแต่ถ้าต้องการเที่ยววันหนึ่งหลายๆ ที่ก็ต้องไปหน้าร้อน (22 มิถุนายน-21 กันยายน) เนื่องจากฤดูนี้ได้เปรียบตรงที่กลางวันยาวนาน กว่าพระอาทิตย์จะตกดินก็ปาเข้าไปสี่ทุ่มโน่น ส่วนอากาศจะเริ่มร้อนแล้ว (20-30 องศาฯ) ดังนั้น เสื้อผ้าควรเลือกใส่แบบสบายๆ อย่างที่ใส่ในบ้านเรา แต่ให้พกผ้าคลุมไหล่ไปสักผืน เนื่องจากค่ำๆ อากาศจะเย็นลงนิดหน่อย สุดท้ายสำหรับคนรักความโรแมนติก (อย่างฉัน) ก็ต้องไปช่วงฤดูใบไม้ร่วงค่ะ (22 กันยายน-21 ธันวาคม) เพราะเมืองทั้งเมืองจะถูกแต่งแต้มสีสันจากใบไม้ที่กำลังเปลี่ยนสี ที่สำคัญอากาศดีด้วย (10-18 องศาฯ) แต่อาจมีฝนเล็กน้อย ยังไงพกร่มไปด้วยก็ดี (เสื้อผ้าเหมือนกับฤดูใบไม้ผลิ)

 

แหล่งช็อปปิ้ง

แหล่งช็อปเด็ดๆ
จบเรื่องเที่ยวไปแล้ว ตอนนี้ก็มาถึงคิวของเรื่องสำคัญสำหรับสาวนักชอปอย่างเราๆ นั่นก็คือเรื่องชอปปิงค่ะ ซึ่งระหว่างเดินชอปจะมองหาของฝากไปด้วยก็ได้ โดยของฝากยอดนิยมประเภทพวงกุญแจรูปหอ Eiffel นั้น หาได้ง่ายตามสถานที่ท่องเที่ยวหลักๆ อย่างบริเวณหอ Eiffel พิพิธภัณฑ์ Louvreหรือจะเป็นย่าน Montmartr (มงมาร์ต) ก็มี แต่ถ้าอยากได้ของฝากแบบเฉพาะเจาะจงก็คงต้องตรงไปยังห้างสรรพสินค้าอย่างเดียว เช่น พวกน้ำหอมแบรนด์ของฝรั่งเศส หรือเครื่องสำอาง ซึ่งจะมีให้เลือกเยอะมาก

 

ถนน Champs Elysees (ชองป์เซลิเซ่)
แหล่งชอปที่ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง จนปัจจุบันกลายเป็นถนนชอปปิงที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลกไปแล้ว ด้วยความยาวกว่า 2 กิโลเมตรนี้ รับรองว่าจะทำให้ขาชอปแทบละลายทีเดียว แต่อย่ามัวแต่เล็งร้านค้าแบรนด์เนม จนเกือบลืมมองอย่างอื่นนะคะ เพราะถนนสายนี้ยังมีโรงหนัง ร้านอาหาร และคาเฟ่ให้แวะพักอีกด้วย

 

ห้างสรรพสินค้าไฮโซ
ที่ด้านหลังโรงละคร Opera จะเป็นสถานที่ตั้งของห้างสรรพสินค้าไฮโซชื่อดังอย่าง Geleries Lafayette ที่นักท่องเที่ยวทั้งหลายรู้จักกันดี เพราะนอกจากมีสินค้าแบรนด์ดังยกขบวนมาอยู่ที่นี่กันมากมายแล้ว ยังมียอดโดมที่สวยงามอยู่ภายในอีกด้วย อีกทั้งห้างสรรพสินค้า Printemps ที่อยู่ติดๆ กันก็ไม่ต่างกันมากนัก

 

ย่าน Les Halles (เล อาลส์)
แต่ถ้าอยากลองไปบริเวณที่วัยรุ่นปารีสนิยมไปรวมตัวกัน คล้ายสยามเซ็นเตอร์บ้านเราก็ต้องไปชอปย่าน Les Halles (เล อาลส์) ถนนสองข้างทางในย่านนี้จะมีร้านค้าเรียงรายเต็มไปหมด ทั้งแบรนด์เล็ก แบรนด์ใหญ่ และแบรนด์ส่วนตัวของดีไซเนอร์อีกหลากหลาย

 

สถานที่ท่องเที่ยว

หอไอเฟล(Eiffel)
หอไอเฟลเป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่โด่งดังที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยตั้งชื่อตามสถาปนิกผู้ออกแบบ "กุสตาฟ ไอเฟล" ในปี พ.ศ. 2549 นักท่องเที่ยวกว่า 6,719,200 คนได้เข้าเยี่ยมชมสถานที่แห่งนี้ และกว่า 200,000,000 คนตั้งแต่เริ่มก่อสร้าง ส่งผลให้หอไอเฟลเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีคนเข้าชมมากที่สุดต่อปีอีกด้วย หอไอเฟลมีความสูง 324 เมตร (1,063 ฟุต) (รวมเสาอากาศสูง 24 เมตร (79 ฟุต)) ซึ่งก็สูงเท่ากับตึก 81 ชั้นเมื่อหอไอเฟลสร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2432 (ค.ศ. 1889) หอไอเฟลกลาย เป็นอนุสาวรีย์วอชิงตัน และได้ครองตำแหน่งนี้มาเรื่อยๆ จนกระทั่งปี พ.ศ. 2473 (ค.ศ. 1930) ก็ได้เสียตำแหน่งให้แก่ตึกไครส์เลอร์ (319 เมตร หรือ 1,047 ฟุต) ที่เพิ่งสร้างเสร็จ ปัจจุบันฟอไอเฟลสูงเป็นอันดับที่ 5 ในประเทศฝรั่งเศสและสูงที่สุดในกรุงปารีส ซึ่งอันดับสองคือ หอมงต์ปาร์นาสส์ (Tour Montparnasse - 210 เมตร หรือ 689 ฟุต) ในปี พ.ศ. 2549 พิพิธภัณฑ์ลูฟร์มี ผู้มาเยี่ยมชมเป็นจำนวน 8.3 ล้านคน ทำให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีผู้มาเยี่ยมชมมากที่สุดในโลกและยังเป็นสถานที่ที่ มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุดในกรุงปารีส

 

พระราชวังแวร์ซายส์ (Versaille Palace)
พระราชวังแวร์ซายส์ เป็นพระราชวังหลวงแห่งหนึ่งของประเทศฝรั่งเศส ตั้งอยู่ที่เมืองแวร์ซายส์ ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของมหานครปารีส พระราชวังแวร์ซายส์เป็นพระราชวังที่ยิ่งใหญ่และสวยงามแห่งหนึ่งของโลก และนับเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคปัจจุบันด้วย เดิมนั้น เมืองแวร์ซายส์เป็นเพียงเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งเท่านั้น มีผู้คนอาศัยอยู่เบาบาง บริเวณส่วนใหญ่เป็นป่าเขา เยี่ยงชนบทอื่น ๆ ของฝรั่งเศส เมื่อ พระเจ้าหลุยส์ที่ 13 ยังทรงพระเยาว์ ขณะพระชนมายุได้ 23 พระชันษา ทรงนิยมล่าสัตว์ในป่า และทรงเห็นว่าตำบลแวร์ซายส์น่าจะเหมาะแก่การประทับเพื่อล่าสัตว์ จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระตำหนักขึ้นมาใน พ.ศ. 2167 โดยในช่วงแรกเป็นเพียงกระท่อมเล็กๆ สำหรับพักชั่วคราวเท่านั้นเมื่อ พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ขึ้น ครองบัลลังก์ มีประสงค์ที่จะสร้างพระราชวังแห่งใหม่ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการปกครองของพระองค์ จึงเริ่มปรับปรุงพระตำหนักเดิมในปี พ.ศ. 2204 ใช้เงินทั้งหมด 500,000,000 ฟรังก์ คนงาน 30,000 คน และใช้เวลาอยู่ถึง 30 ปีจึงแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2231 ทุกส่วนทำด้วยหินอ่อนสีขาว เป็นแบบอย่างศิลปกรรมที่งดงามมาก ภาย ในแบ่งออกเป็นห้องๆ เช่น ห้องบรรทม ห้องเสวย ห้องสำราญ ฯลฯ ทุกห้องล้วนมีเครื่องประดับงดงามตระการตาและภาพเขียนที่มีชื่อเสียง การก่อสร้างพระราชวังแวร์ซายส์แห่งนี้ได้นำเงินมาจากค่าภาษีอากรของราษฎรชาวฝรั่งเศส ต่อมาจึงได้มีกองทัพประชาชนบุกเข้ายึดพระราชวังและจับ พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 กับพระนางมารี อองตัวเนต ประหารด้วยกิโยตินในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2332 ปัจจุบันพระราชวังแวร์ซายส์ยังอยู่ในสภาพดีและเปิดให้ประชาชนเข้าชมได้แบบของประตูชัยฝรั่งเศสนี้ได้แนวความคิดมาจากประตูชัยไตตัส ประตูชัยฝรั่งเศสมีความใหญ่มาก เพราะหลังจากมีการสวนสนามในปรุงปารีสเมื่อปี พ.ศ. 2462 นีอูปอร์ต (Nieuport) ผ่านกลางประตูชัยฝรั่งเศสเพื่อเป็นการสดุดีเหล่าทหารอากาศที่ได้เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 1 ประตูชัยฝรั่งเศสเป็น หนึ่งในอนุสรณ์สถานที่โด่งดังที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงปารีสได้ถูกมอบหมายให้ สร้างในปี พ.ศ. 2349 หลังจากจักรพรรดินโปเลียนที่ 1ได้รับชัยชนะในยุทธการเอาสเตอร์ลิทซ์ กว่าจะวางรากฐานของการก่อสร้างก็ใช้เวลาเกือบ 2 ปีไปแล้ว และในปี พ.ศ. 2353 เมื่อจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 เสด็จกรุงปารีสจากทางทิศตะวันตกพร้อมด้วยเจ้าสาว อาร์คดัชเชสมารี หลุยส์แห่งออสเตรีย ประตูชัยฝรั่งเศสก็ถูกสร้างขึ้นด้วย ไม้ในแบบจำลองเท่านั้นเอง สถาปนิก ฌอง ชาลแกร็ง ได้เสียชีวิตลงในปี พ.ศ. 2354 ดังนั้นอูยงจึงได้ดูแลงานนี้ต่อมา ในช่วงราชวงศ์บูร์บงฟื้นฟู การก่อสร้างได้หยุดชะงักลงและไปเสร็จสิ้นในรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์-ฟิลิปป์ใน ระหว่าง พ.ศ. 2376 - พ.ศ. 2379 โดยสถาปนิกคือกูสต์ ต่อมาคืออูโยต์ ภายใต้การดูแลของหลุยส์-เอเตียนน์ เอริการ์ต เดอ ตูรี (Louis-Étienne Héricart de Thury)

 

โบสถ์นอทเทอร์ดัม (Notre Dame Cathedral)
โบสถ์นอทเทอร์ดัมเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของกรุงปารีส เพราะเป็นสถานที่ที่อยู่คู่กับเมืองปารีสมาช้านาน และมีชื่อเสียงด้านความใหญ่โตหรูหรา มีสถาปัตยกรรมที่งดงามมาก โดยการเที่ยวชมนั้นนักท่องเที่ยวจะได้เห็นความอลังการของโบสถ์นอทเทอร์ดัม อีกทั้งยังต้องขึ้นบันได 387 ขั้นเพื่อไปถึงยอดของโบสถ์ ส่วนเคล็ดลับในการชมโบสถ์นอทเทอร์ดัมนั้น แนะนำให้คุณไปเยี่ยมชมช่วงเช้า เพราะดวงอาทิตย์จะส่องกระทบกับซุ้มประตูทางทิศตะวันตกของโบสถ์ มองดูแล้วเหมือนเป็นประกายเพชรที่ระยิบระยับจับตา เพิ่มความหรูหราให้กับโบสถ์ได้เยอะเลยทีเดียว


โบสถ์แซงต์ ชาแปลล์ (Sainte Chapelle)
ถัดจากโบสถ์นอทเทอร์ดัม มีโบสถ์แซงต์ ชาแปลล์ ซึ่งเป็นโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ของชาวปารีส สร้างในสไตล์กอธิค มีการประดัประดาด้วยกระจกสวยงามมากมาย จนนักท่องเที่ยวที่ไปเยี่ยมชมต่างยอมรับว่ากระจกที่ใช้ตกแต่งโบสถ์มีความงดงามที่สุด ยิ่งเมื่อแสงจากภายนอกส่องเข้ามา ยิ่งทำให้มองเห็นลายกระจกชัดเจนและสวยงามมาก สำหรับคำแนะนำในการเยี่ยมชม ควรเยี่ยมชมช่วงเช้าดีที่สุด เพราะนักท่องเที่ยวไม่เยอะ หากไปช่วงอื่นต้องรอคิวเยี่ยมชม เพราะโบสถ์แซงต์ ชาแปลล์เป็นโบสถ์ขนาดเล็กมาก


ถนนฌ็องเซลิเซ่

เป็นถนนที่มีความสวยงามและมีชื่อเสียงที่สุดในกรุงปารีส นักท่องเที่ยวสามารถเดินตามถนนสายนี้ไปสู่ประตูชัยนโปเลียน ซึ่งเป็นอนุสรณ์สถานที่สำคัญในกรุงปารีส และที่นี่นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปชมชั้นบนของประตูชัยได้ โดยเดินขั้นบันได 284 ขั้น หรือใช้ลิฟต์

 

เลแซงวาลิด (Les Invalides (Napoleon's Tomb)
เลแซงวาลิด เป็นอาคารที่ฝังพระศพของพระเจ้านโปเลียนที่ 1 ซึ่งมีศพนายพลพระสหายของพระเจ้านโปเลียนอีกหลายคนฝังอยู่ด้วย ตัวอาคารมีโดมที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นโดมที่สวยงามที่สุดในกรุงปารีส นอกจากนี้ ยังมีศิลปะมากมายจัดแสดงอยู่ในนั้นอีกด้วยเลแซงวาลิด

 

พิพิธภัณฑ์ออร์เซย์ (Musee d'Orsay)
พิพิธภัณฑ์ออร์เซย์เป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมศิลปะหลายอย่างเข้าด้วยกัน อันได้แก่ ศิลปะด้านการออกแบบสิ่งทอ ศิลปะทางประวัติศาสตร์ ภาพถ่าย ประติมากรรม ซึ่งสะท้อนเอกลักษณ์ของปารีสออกมาได้เด่นชัดเลยทีเดียว

 

พิพิธภัณฑ์ออร์เซย์

สำหรับเคล็ดลับในการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ออร์เซย์ ควรใช้เวลามากหน่อยเพื่อศึกษาศิลปะต่าง ๆ ที่จัดแสดงอยู่ทั้ง 3 ชั้นของพิพิธภัณฑ์ และที่ไม่ควรพลาดคือ ร้านอาหารที่มีหน้าต่างกระจกบานใหญ่ ให้นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของแม่น้ำเซนได้อย่างเต็ม ๆ ตา

 

พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ (The Louvre)
เป็นพิพิธภัณฑ์ทางศิลปะที่มีชื่อเสียงที่สุด เก่าแก่ที่สุด และใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เคยเป็นพระราชวังหลวงมาก่อน จัดแสดงศิลปะที่มีคุณค่าระดับโลกมากมาย เช่น ภาพเขียนโมนาลิซ่า ผลงานของต่าง ๆ ของเลโอนาร์โด ดาวินซีแลอเล็กซานดรอส นอกจากนี้ พิพิธภัณฑ์ที่นี่ยังเป็นสถานที่ที่มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมมากที่สุดในกรุงปารีส ดังนั้น คุณจึงไม่ควรพลาดในการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ลูฟร์แห่งนี้

 

มงต์มาร์ทร์ (Montmarte & Sacre Couer Basilica)
มงต์มาร์ทร์เป็นหุบเขาสูง 130 เมตร ทางเหนือของปารีสและเป็นจุดที่สูงที่สุดของเมือง บนเขาเป็นที่ตั้งของโบสถ์ซาเครเกอร์ สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานที่อุทิศแด่ชาวฝรั่งเศส ที่เสียชีวิตจากสงครามกับปรัสเซีย ออกแบบตามแบบศิลปะสไตล์โรมัน - ไบเซนไทน์ ซึ่งมีความอลังการและงดงามมาก

 

หน่วยราชการไทย 
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ โทรศัพท์ (01) 5690-1212 โทรสาร (01) 5690-1213 
สำนักงานที่ปรึกษาเศรษฐกิจ (ด้านการลงทุน) โทรศัพท์ (01) 5690-2600 โทรสาร (01) 5690-2602 
นักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร โทรศัพท์ (01) 5626-0730 โทรสาร (01) 5626-0451 
สำนักงานผู้ดูแลนักเรียนในประเทศฝรั่งเศส โทรศัพท์ (01) 5626-0448 โทรสาร (01) 5626-0736 
สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โทรศัพท์ (01) 5353-4700 โทรสาร (01) 4563-7888 
สำนักงานบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) 
แผนกบัตรโดยสาร โทรศัพท์ (01) 4420-7015 โทรสาร (01) 4420-7049 ท่าอากาศยานกรุงปารีส โทรศัพท์ (01) 4862-4130 โทรสาร (01) 4864-6267 
สถานกงสุลกิตติมศักดิ์ของไทย เมือง Bordeaux 26 Avenue Carnot 33200 โทรศัพท์ (05) 5602-3188 
เมือง Lyon 40 Rue du Plat 69002 LYON โทรศัพท์ (04) 7837-1658 

เมือง Marseilles 8 Rue Cargo Rhin Fidelity 13002 Marseille โทรศัพท์ (04) 9505-4700 
เมือง Monaco 2 Avenue de la Madone MC 98000 Manaco โทรศัพท์ 9330-9494 
หากท่านจะอยู่อาศัยในประเทศฝรั่งเศส เป็นระยะเวลานาน โปรดแจ้งชื่อ และที่อยู่ ต่อสถานเอกอัครราชทูตฯ เพื่อประโยชน์ในการติดต่อ หรือให้ความช่วยเหลือในกรณีจำเป็น 
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส L'AMBASSADE ROYALE DE THAILANDE 8 Rue Greuze 75116 PARIS โทรศัพท์ (331) 5626-5050 โทรสาร (331) 5626-0445-6 สถานีรถไฟ Metro Trocadero โทรศัพท์ (331) 5626-0440 (หลังเวลาราชการ) เวลาทำการ จันทร์ - ศุกร์ (เว้นวันหยุดราชการ) 09.30 - 12.30 น. และ 14.30 - 17.30 น. 

 




ข้อมูลท่องเที่ยว ประเทศกลุ่มยุโรป




Copyright © 2010 All Rights Reserved.


แก้ไขปรับปรุงข้อมูลล่าสุด เดือน ตุลาคม 2557 และ รับรองความถูกต้องของข้อมูลโดย Admin
บ.ลายไทย ทรานสปอร์ต แอนด์ แทรเวล จำกัด
เลขที่ 7 ซอยบางพรม 66 ถนนบางพรม แขวงบางพรม เขตตลิ่งชัน กรุงเทพ 10170
โทร. 02-8878802, 02-8878803 และ 02-8879680 แฟกซ์ 02-8877818

Email
: info@linethaitravel.com